บทความบอกว่า เมื่อการขโมยในร้านไร้พนักงานเพิ่มขึ้น กำลังตำรวจก็ถูกใช้งานเหมือนบริการรักษาความปลอดภัยเอกชนโดยพฤตินัย จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจภูธรคย็องกีนัมบู การแจ้ง 112 ทั้งหมดลดลงจากประมาณ 393หมื่นกว่าครั้งในปี 2023 เหลือประมาณ 332หมื่นกว่าครั้งในปี 2025 แต่การแจ้ง C3 ที่รวมการแจ้งเกี่ยวกับร้านไร้พนักงานจำนวนมาก กลับเพิ่มจาก 23หมื่น 1522 ครั้งเป็น 25หมื่น 4137 ครั้งในช่วงเดียวกัน ตำรวจภาคสนามบอกว่า เพราะเจ้าของร้านไม่ได้อยู่ที่ร้าน จึงได้รับคำขอซ้ำๆ ให้ไปก่อนแล้วช่วยตรวจ CCTV ให้ แม้มูลค่าความเสียหายจะมีแค่ไม่กี่พันวอนหรือไม่กี่หมื่นวอน ตำรวจก็ยังต้องออกไปที่เกิดเหตุ ตรวจภาพ รับคำให้การผู้เสียหาย และทำขั้นตอนระบุตัวผู้ต้องสงสัย บทความยังยกตัวอย่างกรณีที่ต้นทุนสาธารณะสูงกว่ามูลค่าความเสียหายจากการลักขโมยมาก ฝ่ายการเมืองและผู้เชี่ยวชาญก็เสนอทางแก้ไปพร้อมกัน เช่น ให้ตำรวจท้องถิ่นดูแลงานความปลอดภัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น และให้ตำรวจแห่งชาติเน้นการสืบสวน หรือเสนอให้ใช้การพิจารณาคดีแบบทันทีมากขึ้นในคดีมูลค่าน้อยเพื่อจัดการให้เร็วขึ้น สุดท้ายบทความชี้ว่า การขยายตัวของร้านไร้พนักงานไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปแบบการค้าขาย แต่กลายเป็นปัญหาภาระของระบบความปลอดภัยสาธารณะด้วย
원문 보기
เป็นแค่การขโมยเล็กน้อย แล้วทำไมงานตำรวจถึงใหญ่ขนาดนี้
ถ้าอ่านแค่บทความตอนแรกก็ดูแปลกใช่ไหม ไอศกรีมราคาไม่กี่พันวอน หรือขนมที่ถูกขโมยไป ทำไมถึงมีคำพูดว่าตำรวจต้องเคลื่อนไหว 'เหมือนพนักงานบริษัทรักษาความปลอดภัย' ได้ล่ะ แต่ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องดูก่อนว่า ถึงมูลค่าความเสียหายจะน้อย ก็ไม่ได้แปลว่าขั้นตอนจะเล็กลงตาม
การขโมยในร้านไร้พนักงาน ถึงยอดเงินจะน้อย ก็ยังนับเป็น คดีลักทรัพย์ ตามกฎหมายอาญา พอเป็นแบบนั้น ตำรวจก็ต้องรับแจ้ง 112 ตรวจสถานการณ์หน้างาน เก็บ CCTV รับคำให้การผู้เสียหาย และระบุตัวผู้ต้องสงสัย กระบวนการพื้นฐานนี้ ไม่ว่าจะขโมยของราคา 500วอน หรือ 5หมื่น วอน ก็ไม่ได้ต่างกันมาก
ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างของร้านไร้พนักงานทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้นอีก เพราะเจ้าของร้านไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ จึงไม่มีคนช่วยสรุปข้อเท็จจริงได้ทันที และก็จับกุมในที่เกิดเหตุได้ยาก เลยทำให้คดีหนึ่งไม่ได้จบเร็ว แต่ยืดต่อไปเป็น งานวิเคราะห์ภาพย้อนหลังและงานตรวจสอบเพิ่มเติม พอเข้าใจจุดนี้แล้ว ก็จะพอเห็นภาพว่าทำไมในบทความถึงพูดเรื่อง 'การสิ้นเปลืองกำลังตำรวจ' มากกว่าตัว 'คดีลักทรัพย์'
แม้เป็นการขโมยมูลค่าน้อย ถ้าถูกจัดการเป็นคดีอาญา ก็ต้องมีขั้นตอนออกปฏิบัติการ ตรวจสอบ และพิสูจน์ตามมา
ร้านไร้พนักงานแก้ปัญหาหน้างานได้ยากเพราะเจ้าของร้านไม่อยู่ เลยทำให้งานตำรวจยืดยาวขึ้น

คดีขโมยในร้านไร้พนักงาน 1 คดี กลายเป็นงานตำรวจตามลำดับแบบนี้
ถ้าดูลำดับว่าเหตุที่ดูเล็กเปลี่ยนเป็นงานซ้ำๆ ได้อย่างไร ภาพจะชัดขึ้นมาก
ขั้นที่ 1: รับแจ้ง 112
ถ้าเจ้าของร้านหรือพยานแจ้งเหตุสถานการณ์ต้องสงสัยว่ามีการขโมย คดีจะเข้าสู่ระบบ 112 ก่อนเลย ตั้งแต่วินาทีนั้น มันไม่ใช่แค่ 'ความไม่สะดวกส่วนตัว' แต่กลายเป็นเรื่องที่ต้องมี 'การตอบสนองสาธารณะ' แล้ว
ขั้นที่ 2: แยกรหัสและตัดสินใจออกปฏิบัติการ
การแจ้งเหตุอาจถูกแบ่งเป็นหมวดออกปฏิบัติการ مثل โค้ด2 หรือ โค้ด3 ต่างกันที่ความเร่งด่วน แต่หลายกรณีก็ไม่ได้จบแค่คำอธิบายทางโทรศัพท์ และยังต้องตรวจที่เกิดเหตุ
ขั้นที่ 3: ตรวจที่เกิดเหตุ
เมื่อรถสายตรวจไปถึง ก็จะดูก่อนว่ามีร่องรอยการเข้าออกไหม มีความเสียหายหรือไม่ และยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมหรือเปล่า ถึงคนร้ายจะหนีไปแล้ว ก็ยังต้องตรวจสภาพหน้างานเพื่อให้การสืบสวนต่อจากนั้นทำได้
ขั้นที่ 4: เก็บและวิเคราะห์ CCTV
จุดนี้คือภาระใหญ่ที่สุดของคดีร้านไร้พนักงานเลย เพราะไม่มีพนักงานประจำอยู่ที่ร้าน จึงต้องพึ่งการวิเคราะห์ภาพมากกว่าคำให้การพยาน และหลายครั้งก็ต้องไล่ดูภาพหลายช่วงเวลา
ขั้นตอนที่ 5: จัดคำให้การของผู้เสียหายและหลักฐาน
ติดต่อเจ้าของร้านเพื่อเช็กสินค้าที่เสียหาย จำนวนเงิน และความตั้งใจจะตกลงกัน เป็นต้น ถึงความเสียหายจะเล็ก แต่ในเอกสารก็ต้องมีโครงของคดีให้ครบค่ะ
ขั้นตอนที่ 6: ระบุตัวผู้ต้องสงสัยและตรวจว่ามีการก่อเหตุเพิ่มไหม
ตอนระบุตัวคนในภาพ บางครั้งอาจพบว่าคนเดียวกันก่อเหตุในร้านไร้พนักงานที่อื่นด้วย แบบนี้อาจไม่ใช่คดีเล็กแค่คดีเดียว แต่ขยายเป็นการสืบสวนคดีลักทรัพย์ต่อเนื่องได้ค่ะ
ขั้นตอนที่ 7: ตัดสินวิธีสอบสวนและจะส่งคดีต่อไหม
จะเป็นความผิดครั้งแรกไหม ชดใช้ความเสียหายแล้วไหม เป็นเยาวชนไหม หรือก่อเหตุซ้ำไหม เรื่องพวกนี้ทำให้แยกไปเป็นการตักเตือน คดีเยาวชน หรือกระบวนการอาญาทั่วไปได้ค่ะ พูดง่ายๆ คือ นี่แหละเหตุผลว่าทำไมจัดการแบบง่ายๆ ด้วยดูแค่จำนวนเงินอย่างเดียวไม่ได้

แค่รหัสแจ้ง 112 ต่างกัน ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะจบด้วยการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์
| การแบ่งประเภท | ความหมาย | การรับมือหน้างาน | ความเชื่อมโยงกับร้านไร้พนักงาน |
|---|---|---|---|
| รหัส 2 | การแจ้งที่ไม่ฉุกเฉินแต่ต้องมีการจัดการหน้างาน | หลักคือรีบออกไปยังที่เกิดเหตุ | ถ้าเพิ่งเกิดลักทรัพย์หรือมีโอกาสเสี่ยงเพิ่ม ก็อาจอยู่ในหมวดนี้ได้ค่ะ |
| รหัส 3 | ความเร่งด่วนต่ำกว่า แต่ยังต้องตรวจสอบหน้างาน | สามารถนัดเวลากับผู้แจ้งได้ แต่ก็ยังเป็นเคสที่ต้องออกไปค่ะ | อาจเชื่อมมาเคสนี้ได้ตอนที่เจ้าของร้านไม่อยู่หน้างาน และต้องเช็ก CCTV กับตรวจข้อเท็จจริงค่ะ |
| รหัส 4 | การแจ้งที่เน้นให้คำปรึกษาโดยไม่ต้องออกไป | อาจจบได้ด้วยการแนะนำหรือให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ | ต่างจากการถามข้อมูลทั่วไป คดีลักทรัพย์มักหยุดอยู่แค่นี้ได้ยากค่ะ |

ทำไมร้านไร้พนักงานถึงเพิ่มขึ้นเร็วแบบนี้
ถ้าอยากเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ต้องมองความเร็วของการขยายร้านไร้พนักงานก่อนเรื่องลักทรัพย์ค่ะ เพราะถ้าร้านเพิ่มขึ้นเร็ว ภาระด้านความปลอดภัยก็มักเพิ่มตามไปด้วย
ปลายทศวรรษ 2010: ช่วงทดลอง
วงการค้าปลีกในประเทศเริ่มทดลองร้านสะดวกซื้อไร้พนักงานและร้านแบบบริการตัวเอง ตอนนั้นยังใกล้เคียงกับการทดลองเทคโนโลยี แต่ภายหลังก็กลายเป็นพื้นฐานให้ขยายไปสู่อาชีพที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันค่ะ
ราวปี 2020: เริ่มแพร่หลายจริงจัง
เพราะโควิด19 ทำให้การซื้อของแบบไม่เจอหน้ากันกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย และภาระค่าแรงก็มากขึ้น ร้านค้าไร้คนจึงเพิ่มขึ้นเร็วมาก สำหรับเจ้าของกิจการรายย่อย มันเลยดูเป็นเหมือน “โมเดลที่ลดคนเพื่อประคองกิจการไว้” นั่นเอง
ปี 2021: ตำรวจเริ่มดูแลแยกเป็นพิเศษ
พอการลักขโมยในร้านค้าไร้คนเริ่มถูกมองว่าเป็นปัญหาความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแบบใหม่ ตำรวจก็เริ่มแยกจัดการสถิติที่เกี่ยวข้องต่างหาก เรื่องนี้ก็หมายความได้ด้วยว่ารัฐเริ่มมองพื้นที่แบบนี้เป็นเขตเปราะบางรูปแบบใหม่
ปี 2021~2023: อาชญากรรมเพิ่มขึ้นมาก
คดีลักขโมยในร้านค้าไร้คนทั่วประเทศเพิ่มเป็น 2021년 3514건, 2022년 6018건, 2023년 1หมื่น847건 แต่ก็ต้องดูด้วยว่าตัวเลขปี 2021 เป็นค่าที่ตำรวจเริ่มนับแยกต่างหากตั้งแต่เดือน 3
ปลายปี 2023~ปี 2025: กลายเป็นเรื่องปกติในย่านที่อยู่อาศัย
อิงตามข้อมูลภาคเอกชน จำนวนร้านค้าไร้คนในปลายปี 2023 มีมากกว่าช่วง 5 ปีก่อนประมาณ 5เท่า และตามเกณฑ์ของบริษัทบัตรอีกราย ก็มีการบอกว่าช่วงต้นปี 2025 เพิ่มขึ้น 314% เมื่อเทียบกับปี 2020 แม้มาตรฐานการสำรวจจะต่างกัน แต่แนวโน้มที่ชัดเจนคือ ตอนนี้มันไม่ใช่ร้านแปลกอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่ในชีวิตประจำวันของคนในย่านนั้น

พอร้านเพิ่ม การลักขโมยก็เพิ่มตาม
ถ้าดูแนวโน้มในชุดเดียวกัน จะเห็นความเร็วของการเปลี่ยนแปลงชัดขึ้น เอาเมาส์ไปวางบนจุด ก็จะเห็นตัวเลขที่แม่นยำได้

จุดแบ่งระหว่างความรับผิดชอบของเจ้าของร้านกับบทบาทของตำรวจอยู่ตรงนี้
| หัวข้อ | ส่วนที่เจ้าของร้านรับผิดชอบ | ส่วนที่ตำรวจรับผิดชอบ |
|---|---|---|
| การป้องกันล่วงหน้า | CCTV, ป้ายเตือน, การควบคุมการเข้าออก, การติดตามดูระยะไกล, เชื่อมต่อกับบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน | ตรวจตราพื้นที่เสี่ยงซ้ำๆ, แนะนำการป้องกัน |
| ทันทีหลังเกิดเหตุ | เก็บรักษาหลักฐาน, สรุปข้อเท็จจริงความเสียหาย, แจ้งความ | รับแจ้ง 112, รับมือผู้กระทำผิดซึ่งหน้า, ตรวจความปลอดภัยหน้างาน |
| การรับมือหลังเกิดเหตุ | ตรวจสอบจำนวนความเสียหาย ตัดสินใจว่าจะยอมความหรือไม่ | สืบสวนคดีลักทรัพย์·ทำให้เสียหาย ระบุตัวผู้ต้องสงสัย ตัดสินใจว่าจะส่งสำนวนหรือไม่ |
| วิธีรับมือที่ไม่ควรทำ | เปิดเผยใบหน้า เผยแพร่วิดีโอ ลงโทษกันเอง มีความเสี่ยงทางกฎหมาย | ใช้ข้อมูลได้เฉพาะภายในขั้นตอนที่ถูกกฎหมายเท่านั้น |

ทำไมการพิจารณาคดีแบบรวบรัดไม่ใช่ทางลัดสารพัดนึก
| เส้นทางการดำเนินคดี | มักใช้เมื่อไร | ข้อดี | ข้อจำกัดในความเป็นจริง |
|---|---|---|---|
| การพิจารณาคดีแบบรวบรัด | เมื่อหัวหน้าสถานีตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลในคดีที่เบามากและมีข้อโต้แย้งน้อย | จัดการได้เร็วกว่าขั้นตอนคดีอาญาแบบปกติ | มีกรณีที่ใช้กับคดีลักทรัพย์ได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้โดยอัตโนมัติ และถ้ามีข้อโต้แย้ง·ปฏิเสธการให้การ·ยื่นขอพิจารณาคดีแบบปกติ เรื่องก็อาจใหญ่ขึ้นอีกได้ |
| สั่งไม่ฟ้องชั่วคราว·ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัว | ทำผิดครั้งแรก เยียวยาความเสียหายแล้ว เรื่องไม่ร้ายแรง | ช่วยลดผลกระทบจากการถูกตีตราและจบเรื่องได้เร็ว | ไม่เหมาะกับการกระทำผิดซ้ำหรือทำเป็นนิสัย |
| ขั้นตอนคดีอาญาทั่วไป | คดีที่ต้องจัดหลักฐานและต้องมีการวินิจฉัยทางกฎหมาย | มีความมั่นคงด้านกระบวนการสูง | ภาระเรื่องการออกไปที่เกิดเหตุ·การสอบสวน·เอกสาร มากที่สุด |
| ส่งต่อเป็นคดีคุ้มครองเยาวชน | คดีผู้เยาว์ | เน้นการแก้ไขและคุ้มครองมากกว่าการลงโทษ | ต้องประเมินเพิ่มว่ามีการทำผิดซ้ำไหม และจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองแค่ไหน |

ถ้าแบ่งตำรวจท้องถิ่นย่อยลงไปอีก ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตประจำวันจะคลี่คลายไหม
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ระบบตำรวจท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ปัจจุบัน | โมเดลที่ใกล้กับแบบแยกสองส่วน |
|---|---|---|
| โครงสร้างองค์กร | แบ่งแค่งานภายในองค์กรตำรวจแห่งชาติ | แยกองค์กรดูแลความปลอดภัยในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น และเสริมการดำเนินงานระดับพื้นที่ |
| อำนาจด้านบุคลากร·งบประมาณ | พึ่งพาตำรวจแห่งชาติสูง | มุ่งไปทางเพิ่มอำนาจให้พื้นที่มากขึ้น |
| การควบคุมหน่วยสายตรวจ·สถานีตำรวจย่อย | มีคำวิจารณ์ว่าความสามารถควบคุมภาคสนามมีข้อจำกัด | อาจเพิ่มความใกล้ชิดโดยตรงกับงานดูแลความปลอดภัยในชีวิตประจำวันภาคสนาม |
| ข้อดี | ลดความสับสนในการสั่งการและการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างมาก | รับมือให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่และโฟกัสความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ง่าย |
| ข้อจำกัด | ประชาชนรู้สึกได้ไม่มาก และขอบเขตความรับผิดชอบอาจไม่ชัด | ภาระด้านกำลังคน·งบประมาณ และโอกาสเกิดความสับสนในการสั่งการมีสูง |

เพราะงั้น ข่าวนี้ต้องอ่านว่าเป็นข่าวเรื่อง ‘การแบ่งสรรค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย’ ไม่ใช่ข่าว ‘ลักทรัพย์’
พอมาถึงตรงนี้ แก่นของข่าวนี้จะดูต่างออกไปนิดหน่อย ภายนอกเหมือนเป็นเรื่องลักทรัพย์ในร้านไร้พนักงาน แต่จริง ๆ แล้วใกล้กับบทความเรื่อง ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนการป้องกัน และใครเป็นคนรับภาระต้นทุนการรับมือ มากกว่า เจ้าของร้านเลือกระบบไร้พนักงานเพื่อลดค่าแรง และก็เกิดโครงสร้างที่ต้นทุนด้านความปลอดภัยบางส่วนที่เติมช่องว่างนั้น ถูกตำรวจและภาษีเป็นคนรับภาระ
เพราะงั้น ทางออกก็เลยมองแค่ด้านเดียวได้ยาก มีทั้งวิธีที่ถามความรับผิดชอบขั้นต่ำเรื่องการป้องกันอาชญากรรมจากเจ้าของร้านให้ชัดขึ้น วิธีที่ทำขั้นตอนจัดการคดีเล็กน้อยให้ละเอียดขึ้นและเบาขึ้น และวิธีที่ทำให้องค์กรดูแลความปลอดภัยในชีวิตประจำวันเป็นระดับท้องถิ่นมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เรื่องพวกนี้ถูกคุยไปพร้อมกัน แต่ละอย่างมีข้อดี แต่ยากที่จะจบปัญหาได้ด้วยแค่อย่างเดียว
ครั้งหน้าถ้าอ่านข่าวคล้าย ๆ แบบนี้ ให้ดูแบบนี้ได้เลย แทนที่จะดูแค่ว่า 'เกิดคดีลักทรัพย์กี่คดี' ให้ดูก่อนว่า 'ต้นทุนและความรับผิดชอบในการจัดการคดีนั้นถูกแบ่งไปให้ใครบ้าง' ถ้ามีมุมมองนี้ จะอ่านปัญหาร้านไร้พนักงานได้ชัดขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ประเด็นถกเถียงเรื่องศีลธรรม แต่เป็นปัญหาการออกแบบความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของสังคมเกาหลี
ปัญหาการลักทรัพย์ในร้านไร้พนักงาน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องจำนวนคดีอาชญากรรม แต่เป็นเรื่องว่าทรัพยากรความปลอดภัยสาธารณะถูกใช้ไปที่ไหน
ต่อไปให้ดูว่า มีการคุยเรื่องความรับผิดชอบในการป้องกันของเจ้าของร้าน การใช้ขั้นตอนแบบง่าย และการปรับอำนาจของตำรวจท้องถิ่นไปพร้อมกันไหม
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ
ช่วยรัก gltr life กันเยอะ ๆ นะ




