อัยการได้ขอให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในการพิจารณาคดีครั้งแรกของคดีฝ่าฝืนกฎหมายการรับราชการทหารของนักร้องซงมินโฮ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บริการสังคม อัยการมองว่าซงได้ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และยังขอให้ลงโทษจำคุก 6 เดือนแก่เจ้าหน้าที่ประจำสถานที่ชื่ออีที่ขึ้นศาลด้วยกัน เจ้าหน้าที่คนนี้ถูกกล่าวหาว่าจัดทำบันทึกการมาทำงานเท็จ ซงกำลังถูกพิจารณาคดีในข้อหาว่ามีการละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่บริการสังคม อัยการมองว่ามีการขาดงานโดยพลการและปฏิบัติหน้าที่แบบหละหลวมซ้ำๆ ฝ่ายของซงกล่าวว่าถ้าได้รับโอกาสให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ก็อยากทำให้ดีจนจบ คดีนี้ไม่ได้เป็นแค่คดีของคนดังเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นปัญหาเรื่องระบบเจ้าหน้าที่บริการสังคมและการจัดการการปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง โดยเฉพาะจุดที่น่าสนใจคือ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานที่รู้ว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยังบันทึกเหมือนมาทำงานปกติ ก็ต้องขึ้นศาลด้วยเหมือนกัน
원문 보기
'จำคุก 1 ปี 6 เดือน' ที่อัยการพูด ไม่ได้แปลว่าเป็นโทษที่ตัดสินแล้วนะ
ตัวเลขที่สะดุดตามากที่สุดในข่าวนี้ก็คือ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ใช่ไหม แต่ในคดีอาญาของเกาหลี ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ตอนจบ และจริงๆ ใกล้กับจุดเริ่มต้นมากกว่า เพราะนี่คือ คำขอให้ลงโทษ ที่อัยการยื่นต่อศาลว่า 'โทษประมาณนี้เหมาะสม' ส่วนสุดท้ายแล้วจำเลยจะถูกลงโทษแค่ไหน ศาลจะเป็นผู้กำหนดทีหลังด้วย คำพิพากษา
เพราะงั้น ถึงจะเป็นคำว่า '1 ปี 6 เดือน' เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันมาก คำขอให้ลงโทษคือความเห็นของฝ่ายอัยการ ส่วนคำพิพากษาคือการตัดสินสุดท้ายของผู้พิพากษา ปัจจัยเรื่องการกำหนดโทษ เช่น เป็นความผิดครั้งแรกไหม กำลังสำนึกผิดไหม หรือทำผิดซ้ำมากแค่ไหน จะถูกพิจารณาร่วมกันด้วย ความตั้งใจจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่อีกครั้งก็อาจถูกพูดถึงเป็นเหตุบรรเทาในบริบทของคดีได้ แต่สุดท้ายศาลจะตัดสินจากภาพรวมทั้งหมดของเรื่อง
ถ้าอยากเข้าใจคดีนี้ มองแค่ตัวเลขเดียวไม่ได้ ต้องดูต่อด้วยว่าเจ้าหน้าที่บริการสังคมขาดไปกี่วันถึงจะเป็นความผิดอาญา ทำไมกฎหมายมองต่างจากการหนีทหารประจำการ และแม้คดีจะไปถึงศาลแล้ว ยังสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้อีกไหม พอดูต่อเนื่องแบบนี้ถึงจะเห็นภาพชัด
คำขอให้ลงโทษ = คำขอของอัยการ, คำพิพากษา = คำตัดสินสุดท้ายของศาล
เพราะงั้น แม้จะมีข่าวว่า 'อัยการขอจำคุก 1 ปี 6 เดือน' คำพิพากษาจริงอาจออกมาต่ำกว่า ใกล้เคียงกัน หรือบางครั้งอาจต่างออกไปได้

คำขอให้ลงโทษกับคำพิพากษา ต่างกันยังไงนะ
| หัวข้อ | คำขอให้ลงโทษ | คำพิพากษา |
|---|---|---|
| ใครเป็นคนทำ | อัยการยื่นคำขอต่อศาล | ผู้พิพากษาเป็นคนตัดสินสุดท้าย |
| ความหมาย | ความเห็นของฝ่ายสืบสวน·ฟ้องคดีว่า 'โทษระดับนี้เหมาะสม' | โทษที่ยืนยันจริง |
| ผลทางกฎหมาย | ไม่มีผลผูกมัดศาล | มีผลโดยตรงกับจำเลย |
| เปลี่ยนได้ไหม | ได้ | พิจารณาแยกต่างหากโดยสะท้อนปัจจัยกำหนดโทษหลายอย่าง |
| วิธีอ่านในคดีนี้ | อัยการเห็นว่าโทษจำคุก 1년 6개월 เหมาะสม | ต่อไปศาลจะตัดสินโดยรวมสถานการณ์อื่นด้วย |

เจ้าหน้าที่บริการสังคม ขาดกี่วันถึงจะเข้าข่ายถูกลงโทษทางอาญา
| จำนวนวันที่หนีการปฏิบัติหน้าที่ | การจัดการพื้นฐาน | ความหมาย |
|---|---|---|
| รวม 1~7 วัน | ขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่ 5เท่าของจำนวนวันที่หนี | จะเน้นมาตรการทางปกครองก่อนมากกว่าโทษทางอาญา |
| รวมตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป | เข้าข่าย แจ้งความและจำคุกไม่เกิน 3년 | ตั้งแต่จุดนี้ ความผิดฐานหนีการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายรับราชการทหารจะเป็นปัญหาจริงจัง |
| กรณีมีเหตุผลอันสมควร | พิจารณาเป็นรายกรณี | เรื่องสำคัญคือเป็นเหตุที่มองว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเองได้ยาก เช่น โรค หรือหมดสติ |
| วันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แม้เพียงบางส่วนในเวลางาน | อาจไม่นับเป็นวันหนีการปฏิบัติหน้าที่ทั้งวัน | ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่า ต้องพิจารณาอย่างเข้มงวดในการตัดสินว่าเป็นการ 'ออกไปทั้งวัน' หรือไม่ |

การออกจากหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บริการสังคมกับการหนีทหารประจำการ ดูคล้ายกันแต่ความหนักต่างกัน
| หัวข้อ | การออกจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บริการสังคม | การหนีทหารประจำการ (ออกจากหน้าที่ทหาร) |
|---|---|---|
| กฎหมายที่ใช้ | กฎหมายการรับราชการทหาร | กฎหมายอาญาทหาร |
| เกณฑ์ลงโทษ | ถ้าออกจากหน้าที่รวมกันตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป จะถูกลงโทษทางอาญา | แค่ออกจากหน้าที่ทหารเองก็อาจเป็นอาชญากรรมได้ |
| โทษตามกฎหมาย | จำคุกไม่เกิน 3 ปี | แม้ในยามปกติก็ จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึงไม่เกิน 10 ปี ส่วนในช่วงสงคราม·แนวหน้ารบจะหนักกว่า |
| มาตรการทางปกครอง | ถ้าไม่เกิน 7 วัน มีระบบขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่ | เพราะลักษณะขององค์กรทหาร จึงรับมือด้วยระบบกฎหมายอาญาทหารแยกต่างหาก |
| มุมมองของกฎหมาย | การออกจากงานเพื่อสาธารณะประโยชน์ | ถูกประเมินว่าเป็นการทำลายวินัยทหารและระบบการรบ |

จาก 'งานสาธารณะประโยชน์' มาเป็นเจ้าหน้าที่บริการสังคม ที่ชื่อเปลี่ยนไปก็มีเหตุผลนะ
ในเกาหลี คนจำนวนมากยังเรียกกันว่า 'งานสาธารณะประโยชน์' อยู่เลย ถ้าอยากรู้ว่าทำไมคำนี้ยังอยู่ ก็ต้องดูประวัติของระบบนี้
ขั้นที่ 1: ยุคทหารป้องกันท้องถิ่น
ตั้งแต่ปี 1969 มีระบบ ทหารป้องกันท้องถิ่น ที่นำกำลังพลกองหนุนเสริมมาใช้ในลักษณะป้องกันพื้นที่ท้องถิ่น ถ้ามองง่ายๆ ก็ถือเป็นรากที่เก่าไกลมากของเจ้าหน้าที่บริการสังคมในตอนนี้
ขั้นที่ 2: เริ่มระบบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสาธารณะประโยชน์
ในปี 1995 ระบบ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสาธารณะประโยชน์ ที่นำกำลังพลกองหนุนเสริมไปใช้ในงานสาธารณะนอกกองทัพ เริ่มใช้อย่างจริงจัง เพราะแบบนี้คนเกาหลีเลยยังพูดคำว่า 'งานสาธารณะประโยชน์' กันอยู่
ขั้นที่ 3: ออกแบบใหม่โดยเน้นบริการสังคมเป็นศูนย์กลาง
ประมาณปี 2007~2009 รัฐบาลเริ่มจัดกำลังคนประเภทเสริมไปทำงานช่วย งานบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น สวัสดิการสังคม สุขภาพ·การแพทย์ การศึกษา·วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม·ความปลอดภัย และงานสนับสนุนด้านธุรการ
ขั้นที่ 4: เปลี่ยนชื่อเป็น 'เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคม' ด้วย
ในปี 2013 มีการแก้กฎหมายและเปลี่ยนชื่อทางการเป็น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคม ค่ะ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนภาพลักษณ์เฉยๆ แต่เป็นการสะท้อนในชื่อด้วยว่า งานจริงคือการสนับสนุนบริการสังคม
ขั้นที่ 5: ระบบในตอนนี้
ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคม คือคนที่ได้รับการตัดสินเป็น กำลังพลประเภทเสริม จากการตรวจคัดเลือกทหาร แล้วไปทำงานช่วยในหน่วยงานรัฐหรือสถานสงเคราะห์ เป็นต้น พูดง่ายๆ คือไม่ใช่ 'คนที่ทำงานอะไรก็ได้แทนเข้าทหาร' แต่เป็นรูปแบบการรับราชการทหารที่กฎหมายกำหนดให้ไปประจำในงานด้านสาธารณประโยชน์

แม้คดีจะไปถึงศาลแล้ว ยังกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อีกไหม
ในข่าว คุณซงมินโฮบอกว่า 'ถ้าได้รับโอกาสให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ก็อยากทำให้เสร็จจนถึงที่สุด' ใช่ไหม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นเรื่องที่มีขั้นตอนทางปกครองแยกต่างหากจริงๆ
ขั้นที่ 1: ไม่ได้กลับไปเองอัตโนมัติ
การกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคม ไม่ใช่แค่กลับไปทำงานใหม่แล้วจะจบค่ะ ต้องพิจารณาผ่านขั้นตอน การปฏิบัติหน้าที่แบบแบ่งช่วง และ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎกระทรวงที่ใช้บังคับตามกฎหมายรับราชการทหาร
ขั้นที่ 2: เจ้าตัวยื่นคำขอ
ถ้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคมยื่นใบคำขอต่อหัวหน้าหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ขั้นตอนก็จะเริ่มขึ้นค่ะ หมายถึงต้องยื่นความประสงค์อย่างเป็นทางการว่า 'อยากกลับมาทำอีกครั้ง' เป็นเอกสารทางราชการ
ขั้นที่ 3: หัวหน้าหน่วยงานส่งต่อไปยังสำนักงานบริหารกำลังพลทหารประจำท้องถิ่น
หัวหน้าหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่จะส่งคำขอนี้ไปยังหัวหน้าสำนักงานบริหารกำลังพลทหารประจำท้องถิ่นค่ะ แปลว่าไม่ใช่ระบบที่หน่วยงานหน้างานจะตัดสินจบเองได้โดยลำพัง
ขั้นที่ 4: สำนักงานบริหารกำลังพลทหารประจำท้องถิ่นพิจารณาเหตุผลและระยะเวลา
หัวหน้าสำนักงานบริหารกำลังพลทหารประจำท้องถิ่นจะตรวจสอบและตัดสินว่าเพราะอะไรการปฏิบัติหน้าที่ถึงหยุดลง จะหยุดนานแค่ไหน และจะให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกหรือไม่ ด้วยค่ะ และยังยืนยันได้ด้วยว่า แค่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี ไม่ได้หมายความว่าทางจะถูกปิดตายเสมอไป
ขั้นที่ 5: ถ้ากลับมาปฏิบัติหน้าที่อีก โดยปกติจะทำช่วงเวลาที่เหลือให้ครบ
ตามหลักแล้ว จะเป็นระบบที่หักช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วออก แล้วทำ ระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ภาคบังคับที่เหลือ ให้ครบค่ะ ดังนั้นจึงต่างจากภาพที่เหมือนต้องรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นอยู่พอสมควร

ไม่ได้มีแค่เจ้าตัวที่ถูกลงโทษ ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่หน่วยงานก็ตามมาด้วย
| ผู้เกี่ยวข้อง | หน้าที่หลัก | ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น |
|---|---|---|
| ตัวเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริการสังคมเอง | ปฏิบัติหน้าที่ตามหน่วยงานและเวลาที่กำหนด | ถ้าขาดงานโดยพลการ·ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ อาจถูกสั่งขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่หรือถูกดำเนินคดีอาญา |
| เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ | ตรวจสอบการเข้าออกงาน รายงานสัญญาณผิดปกติ จัดทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง·บันทึกการพูดคุย | ถ้าปลอมแปลงบันทึกทางราชการ เช่น ลงข้อมูลมาทำงานเท็จ ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาแยกต่างหากได้ |
| หัวหน้าหน่วยงานที่รับราชการ | ดูแลการจัดการหน้างานทั้งหมด และรายงานไปยังสำนักงานกำลังพลทหาร | อาจถูกตรวจสอบกำกับดูแลได้ เพราะมีปัญหาเรื่องดูแลไม่รอบคอบ |
| สำนักงานกำลังพลทหาร | ตรวจสอบสภาพจริงแบบประจำและไม่ประจำ และกำกับดูแลระบบ | ตรวจว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ และเชื่อมต่อไปยังการแจ้งความกับมาตรการทางปกครอง |

เพราะงั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดารา แต่เป็นข่าวเกี่ยวกับระบบเกณฑ์ทหารของเกาหลีด้วย
ถ้ามองผิวเผิน เรื่องนี้คือข่าวการพิจารณาคดีของนักร้องดังค่ะ แต่ถ้าดูให้ลึกลงไปอีกนิด จะเห็นชัดเลยว่าสังคมเกาหลี จัดการหน้าที่รับราชการทหารละเอียดแค่ไหน เพราะเจ้าหน้าที่บริการสังคมถึงจะไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหาร ก็ยังเป็นคนที่กำลังทำหน้าที่รับราชการทหารอยู่ ดังนั้นแม้แต่บันทึกการมาเข้าร่วมงานเพียงรายการเดียว ก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่โน้ตส่วนตัว แต่เป็นบันทึกทางราชการค่ะ
อีกจุดที่สำคัญคือ ถ้าระบบนี้ทำงานแบบ 'ช่วยกันปิดตา' ความเป็นธรรมของการรับราชการทหารก็จะสั่นคลอนค่ะ บางคนรับราชการเป็นทหารประจำการ แล้วบางคนรับราชการในงานบริการสังคมใช่ไหมคะ เพราะงั้น ถ้าฝั่งบริการสังคมมีบันทึกเท็จหรือการจัดการที่หละหลวม คนก็จะไม่มองว่าเป็นแค่ปัญหาการทำงาน แต่จะมองว่าเป็นปัญหาเรื่องความยุติธรรม ค่ะ
สุดท้าย ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไรต่อไป คำถามที่คดีนี้โยนให้ก็ชัดมากค่ะ คือระบบบริการสังคมของเกาหลีจะกู้ความเชื่อถือกลับมาได้ด้วยการลงโทษอย่างเดียวไหม หรือควรเปลี่ยนการจัดการของหน่วยงานและระบบกำกับดูแลให้รัดกุมกว่านี้ด้วย เวลาดูผลคดี การมองจุดนี้ไปพร้อมกันก็สำคัญมากค่ะ
การหนีงานของเจ้าหน้าที่บริการสังคม ถ้า รวมแล้วตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป อาจเข้าข่ายถูกลงโทษทางอาญาตามกฎหมายรับราชการทหารได้ค่ะ
คดีนี้ไม่ได้ถามแค่ความผิดส่วนตัว แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ถามความรับผิดชอบของหน่วยงานด้วย เช่น บันทึกการมาทำงานเท็จ ค่ะ
มากกว่าตัวเลขหนึ่งตัวในข่าวคดี เราควรดูระบบและขั้นตอนที่อยู่ข้างหลังไปด้วย ถึงจะเห็นบริบทของสังคมเกาหลีค่ะ
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ
ช่วยรัก gltr life กันเยอะ ๆ นะคะ




