โซลจะจัดงาน 'เทศกาลเดินชิลชิลบนสะพานชัมซูกโยแบบไม่มีรถ' ตั้งแต่วันที่ 4 เดือน 26 ถึงวันที่ 6 เดือน 14 งานจะจัดที่สะพานชัมซูกโยทุกวันอาทิตย์ มีตารางกิจกรรมอย่างขบวนพาเหรด การแสดง การฉายหนัง โปรแกรมออกกำลังกาย และฟลีมาร์เก็ต หัวข้อของปีนี้คือ 'ฮันกังที่เดินไปด้วยกัน พวกเราที่อยู่ด้วยกัน' โซลเพิ่มกิจกรรมเล่นและทดลองที่ผู้ใหญ่ก็สนุกได้ด้วย ช่วงเทศกาลจะปิดการจราจรรถในช่วงระยะประมาณ 1.1km ตั้งแต่ด้านเหนือของสะพานชัมซูกโยไปถึงลานแสงจันทร์ด้านใต้ เวลาควบคุมคือทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 11 โมงคืน เทศกาลสะพานชัมซูกโยเริ่มในปี 2022 โซลอธิบายว่าจนถึงปีที่แล้วมีผู้มาเยือนสะสม 150หมื่น คน นอกจากนี้ยังประกาศว่าน้ำพุสายรุ้งแสงจันทร์บันโพจะลดรอบการเปิดจากเดิมวันละ 5 ครั้งเหลือ 3 ครั้งเพื่อประหยัดพลังงาน
원문 보기
ทำไมข่าวเทศกาลสะพานจัมซูถึงไม่ใช่แค่ประกาศงานธรรมดา
ตอนแรกมันดูเหมือนแค่ข่าวเทศกาลสุดสัปดาห์ใช่ไหม แต่ถ้าลองดูอีกนิด ข่าวนี้จริง ๆ คือภาพที่แสดงให้เห็นว่า โซลกำลังหันจากเมืองของรถยนต์ไปเป็นเมืองของผู้คนมากแค่ไหน การปิดรถบนสะพาน แล้วใส่การเดิน การแสดง และตลาดเข้าไปแทน ตรงนี้ไม่ใช่อีเวนต์ธรรมดาเลย
โดยเฉพาะสะพานจัมซูไม่ใช่สะพานธรรมดา เพราะมันอยู่ใกล้ผิวน้ำของแม่น้ำฮันมาก จึงให้ความรู้สึกว่า 'ขึ้นมาอยู่บนแม่น้ำจริง ๆ' มากกว่าสะพานอื่นของแม่น้ำฮัน พอรถหายไป ถนนก็กลายเป็นทางเดินเล่น เป็นที่นั่งชม และเป็นเวทีทันที โซลกำลังใช้ความรู้สึกนี้ออกแบบสะพานจัมซูใหม่ให้เป็น 'ที่ที่แค่ผ่านไป' ไม่ใช่ แต่เป็น 'ที่ที่อยากอยู่ต่อ'
ตัวเลขผู้มาเยือน 150หมื่น 명 ที่อยู่ในข่าวก็ไม่ใช่แค่การคุยว่าได้รับความนิยมเท่านั้น สำหรับโซล มันใกล้เคียงกับผลการทดลองว่า 'ประชาชนต้องการพื้นที่แบบนี้จริงไหม?' พูดอีกแบบคือ เทศกาลสะพานจัมซูเป็นทั้งเทศกาล และในเวลาเดียวกันก็เป็นเวทีที่รวมการทดลองเรื่องนโยบายการเดินของโซล นโยบายแม่น้ำฮัน และการสร้างแบรนด์เมืองไว้พร้อมกัน
บทความเรื่องเทศกาลสะพานจัมซูเป็นทั้งบทความแนะนำงาน และในเวลาเดียวกันก็เป็นบทความเรื่องนโยบายการเดิน
โซลกำลังทดลองเปลี่ยนสะพานของแม่น้ำฮันจาก 'สิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคม' ไปเป็น 'พื้นที่สาธารณะสำหรับการใช้เวลาอยู่'

สะพานจัมซูกลายเป็น 'เวทีเทศกาล' ได้อย่างไร
ภาพของสะพานจัมซูในตอนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มันคือผลที่มาจากโครงสร้างสะพาน การพัฒนาแม่น้ำฮัน และการทดลองการเดินที่ค่อย ๆ สะสมกันมา
ขั้นที่ 1: ปี 1979 เดิมทีก็เป็นสะพานที่แปลกอยู่แล้ว
สะพานจัมซูคือ สะพานระดับต่ำ ที่สร้างโดยคิดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะจมน้ำตอนน้ำท่วม พูดง่าย ๆ คือไม่ใช่สะพานที่ยกสูงเหนือแม่น้ำ แต่ปกติใช้งานในระดับต่ำ และถ้าน้ำเพิ่มก็จะควบคุมการใช้งาน ด้วยโครงสร้างนี้จึงทำให้รู้สึกใกล้แม่น้ำฮันมากกว่าสะพานอื่นมาก
ขั้นที่ 2: ปี 1982 สะพานบันโพถูกสร้างไว้ด้านบน
เมื่อมีสะพานบันโพวางอยู่เหนือสะพานจัมซู มันจึงกลายเป็น สะพาน 2 ชั้น ที่พบได้ไม่มากในโซล ด้านบนคือรถที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้านล่างคือทางที่ใกล้แม่น้ำมากกว่า ภาพที่ไม่เหมือนใครนี้ต่อมากลายเป็นพื้นฐานที่ทำให้สะพานจัมซูเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ของโซล
ขั้นที่ 3: หลังยุค 2000 เป็นต้นมา กลายเป็นจุดดังชมวิวกลางคืนของแม่น้ำฮัน
เมื่อสวนแม่น้ำฮันบันโพ น้ำพุสายรุ้งแสงจันทร์ และวัฒนธรรมเดินเล่นตอนกลางคืนเริ่มลงตัว บริเวณสะพานจัมซูก็ไม่ใช่แค่ทางผ่านธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นที่ที่คนมาเที่ยวกัน พูดคือ มันไม่ใช่พื้นที่ที่มีแค่สะพานเดียว แต่กลายเป็นสถานที่ผสมที่รวมสวน ริมแม่น้ำ และวิวกลางคืนไว้ด้วยกัน
ขั้นที่ 4: ปี 2022 สะพานจัมซูไร้รถเริ่มขึ้น
โซลเริ่มการทดลองที่เอารถยนต์ออก แล้วคืนสะพานให้ประชาชน จุดสำคัญตรงนี้ไม่ใช่แค่ 'จัดงานครั้งหนึ่ง' แต่คือการได้ตรวจดูโดยตรงว่าผู้คนอยากเดิน พักผ่อน และเล่นบนสะพานจริงไหม
ขั้นตอนที่ 5: ตอนนี้กำลังวางภาพใหม่ให้เป็น 'สะพานแห่งวัฒนธรรม'
ช่วงนี้สะพานชัมซูไม่ได้ถูกมองแค่เป็นสถานที่จัดเทศกาลแล้วนะ แต่กำลังถูกนึกภาพให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมถาวร เช่น สะพานคนเดิน พื้นที่จัดแสดง และเวทีการแสดงด้วย กรุงโซลก็ยังเสนอแผนที่จะเปลี่ยนสะพานชัมซูให้เหมือนแกลเลอรียาวที่สุดบนแม่น้ำฮันด้วย เพราะงั้นเทศกาลตอนนี้ก็เลยใกล้เคียงกับตัวอย่างล่วงหน้าของแผนอนาคตมากกว่า

ทำไมต้องเป็นสะพานชัมซูพอดี
| หัวข้อเปรียบเทียบ | สะพานแม่น้ำฮันทั่วไป | สะพานชัมซู |
|---|---|---|
| ระยะห่างจากแม่น้ำ | ส่วนใหญ่สูง เลยมองวิวได้ดี แต่ไกลจากผิวน้ำ | ใกล้ผิวน้ำมาก เลยให้ความรู้สึก เหมือนเดินอยู่บนแม่น้ำ ชัดมาก |
| ความรู้สึกของพื้นที่ | ใกล้เคียงกับพื้นที่สัญจรที่ข้ามให้เร็ว | ถ้าปิดรถ ก็จะเกิดพื้นที่เดินเล่นยาวตรงทันที |
| การเชื่อมกับพื้นที่รอบข้าง | หลายกรณีตัวสะพานเองเป็นจุดหลัก | ติดกับสวนแม่น้ำฮันบันโพทันที เลยเชื่อมปิกนิก·การแสดง·ตลาดได้ง่าย |
| ความเป็นสัญลักษณ์ | ภาพลักษณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเด่นชัด | ด้วยโครงสร้างสะพาน 2 ชั้น วิวยามค่ำคืน น้ำพุ และการแสดง เลยมีความเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสูง |
| ความเหมาะกับเทศกาล | ถึงจะปิดรถ ก็ไม่ค่อยง่ายที่จะใส่กิจกรรมแบบอยู่ได้นานเพิ่มเข้าไป | เหมาะมากที่จะรวมการเดิน·ออกกำลังกาย·การแสดง·ภาพยนตร์·ตลาดนัดมือสองไว้ในที่เดียว |

แม่น้ำฮันกลายเป็น 'แม่น้ำที่อยากอยู่ต่อ' ได้อย่างไร
ถ้าชาวต่างชาติใช้ชีวิตอยู่ในโซล จะมีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก แม่น้ำฮันไม่ใช่แค่แม่น้ำธรรมดา แต่เหมือนสนามออกกำลังกาย เหมือนสวนสาธารณะ และเหมือนที่จัดเทศกาลด้วย ลักษณะนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน
ขั้นตอนที่ 1: เดิมทีเป็นพื้นที่ที่ต้องดูแลมากกว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน
ในช่วงอุตสาหกรรม แม่น้ำฮันมีลักษณะเด่นว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องจัดการน้ำท่วมและมลพิษ เลยห่างไกลจากภาพแบบตอนนี้ที่ปูเสื่อนั่งพักกัน
ขั้นตอนที่ 2: ช่วงทศวรรษ 1980 โอลิมปิกเปลี่ยนแม่น้ำฮัน
ตอนเตรียมงานโอลิมปิกโซล 1988 ได้มีการพัฒนาแม่น้ำฮันแบบรวม พื้นที่ริมแม่น้ำถูกปรับปรุงและมีการสร้างสวนสาธารณะสำหรับประชาชน ทำให้แม่น้ำฮันเริ่มเปลี่ยนจาก 'พื้นที่ปัญหาของเมือง' ไปเป็น 'หน้าตาของเมือง'
ขั้นตอนที่ 3: ตอนแรกใกล้เคียงกับสวนกีฬา
สวนแม่น้ำฮันในช่วงทศวรรษ 1980 ไม่ใช่ที่ที่มีคาเฟ่กับการแสดงเยอะแบบตอนนี้ แต่เป็นพื้นที่ที่มีสนามหญ้ากว้างและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาเป็นหลัก พูดอีกแบบคือ ตอนนั้นมันเป็น 'พื้นที่ออกมาวิ่งออกกำลังกาย' ก่อน มากกว่าจะเป็น 'พื้นที่วัฒนธรรมสำหรับอยู่พัก'
ขั้นตอนที่ 4: ช่วงทศวรรษ 2000 ฮันกังเรอเนซองส์ทำให้พื้นที่ใช้ชีวิตเติบโต
เมื่อทางเดินเล่น สิ่งอำนวยความสะดวก และโปรแกรมทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น แม่น้ำฮันก็ขยายจากที่สำหรับออกกำลังกายอย่างเดียว ไปเป็นพื้นที่สำหรับปิกนิก เดต และเดินเล่นตอนกลางคืน ตั้งแต่ตรงนี้เนื้อหาแบบอยู่ทำกิจกรรมได้นาน เช่น การแสดงและตลาด ก็เริ่มเข้ากันได้ดี
ขั้นตอนที่ 5: ช่วงทศวรรษ 2020 แม่น้ำฮันกลายเป็นแพลตฟอร์มวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบผสม
ถ้าไปงานที่แม่น้ำฮันช่วงนี้ จะเห็นว่ามีทั้งวิ่ง โยคะ อ่านหนังสือ ภาพยนตร์ รถขายอาหาร และตลาดนัดมือสองปนอยู่ด้วยกันใช่ไหม นี่ไม่ใช่เพราะโปรแกรมดูสะเปะสะปะ แต่เป็นเพราะตัวแม่น้ำฮันเองกลายเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่ทั้ง สนามออกกำลังกาย·ห้องนั่งเล่น·เวที พร้อมกัน

วัฒนธรรมแม่น้ำฮันของโซลต่างจากริมแม่น้ำในต่างประเทศอย่างไร
| เมือง | รูปแบบการใช้ริมแม่น้ำที่เด่น | ความต่างจากโซล |
|---|---|---|
| แม่น้ำฮัน โซล | ปิกนิก วิ่ง จักรยาน การแสดง ภาพยนตร์ และตลาด เกิดขึ้นพร้อมกันภายในแนวสวนเดียวกัน | กิจกรรมพักผ่อนประจำวันและงานใหญ่ของประชาชน ดำเนินไปพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน |
| แม่น้ำแซน ปารีส | เด่นด้านการชมทิวทัศน์ การเดินเล่น และประสบการณ์ที่เน้นมรดกวัฒนธรรม | เมื่อเทียบกับโซล สัดส่วนของกีฬาชีวิตประจำวันและการใช้งานแบบสวนขนาดใหญ่จะน้อยกว่า |
| ลอนดอน เทมส์ | มีการใช้งานมากในฐานะศูนย์กลางของสถานที่วัฒนธรรมริมแม่น้ำและเส้นทางท่องเที่ยว | ลักษณะที่มีแนวสวนสนามหญ้ายาวเหมือนโซลและต่อเนื่องเป็นพื้นที่กีฬาในชีวิตประจำวันมีน้อยกว่า |
| นิวยอร์ก ฮัดสัน | จุดเด่นคือวอเตอร์ฟรอนต์ที่พัฒนาใหม่ การเดินเล่น และบทบาทด้านการค้า·การท่องเที่ยว | โซลมีความเป็นสวนสาธารณะเพื่อส่วนรวมและชีวิตประจำวันของประชาชนเด่นกว่าย่านการค้า |

การทดลองเรื่องการเดินของโซลมาจากถนนสู่สะพาน
ถ้ามองแค่สะพานชัมซูกโยอย่างเดียว อาจดูเหมือนนโยบายแปลก ๆ ได้ครับ แต่ถ้ามองเป็นภาพรวมของโซลทั้งหมด กลับดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
ขั้นที่ 1: ทดลองถนนปลอดรถ
ในที่อย่างเซจงแดโร ชองกเยชอนโร และบุกชนนโร เมืองโซลได้ทดลองซ้ำ ๆ โดยลดรถยนต์ในช่วงเวลาที่กำหนดและขยายพื้นที่เดินก่อนครับ นี่เป็นขั้นตอนที่ใช้ดูปฏิกิริยาของประชาชนก่อน
ขั้นที่ 2: ไดเอตถนน
มีวิธีแบบถอยกเยโรด้วย คือ ลดจำนวนช่องทางรถและขยายทางเท้า ไดเอตถนน คือวิธีออกแบบเมืองที่ลดพื้นที่ของรถยนต์ลงนิดหน่อย แล้วเพิ่มพื้นที่ของคนให้มากขึ้น
ขั้นที่ 3: ตีความใหม่ของลานกว้างและทางยกระดับ
ตัวอย่างอย่างการปรับโครงสร้างกวางฮวามุนพลาซา และ Seoulro7017 ได้สร้างสัญลักษณ์ว่า 'สามารถเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ให้เป็นพื้นที่ของประชาชนได้' ครับ มันแสดงให้เห็นว่าสถานที่ที่เคยมีไว้แค่การเดินทาง ก็สามารถกลายเป็นสถานที่สำหรับอยู่พักได้
ขั้นที่ 4: ขยายนโยบายการเดินในเขตชีวิตประจำวัน
กระแสนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ขยายไปถึงซอย รอบโรงเรียน และเขตที่เน้นผู้เดินทางที่เปราะบางด้วย หมายความว่า นโยบายการเดินไม่ใช่อีเวนต์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นระบบอย่างเป็นทางการ
ขั้นที่ 5: ตอนนี้มองตัวสะพานเองเป็นพื้นที่เดิน
สะพานชัมซูกโยเป็นตัวอย่างล่าสุดของแนวทางต่อเนื่องนี้ โซลไม่ได้คิดแค่ว่า 'จะทำให้ถนนติดน้อยลงอย่างไร' อีกแล้ว แต่กำลังถามว่า 'จะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดของเมืองให้เป็นประสบการณ์ของประชาชนได้อย่างไร'

ถ้าดูจากตัวเลขที่ยืนยันแล้ว ปฏิกิริยาต่อการทดลองของสะพานชัมซูกโยก็ประมาณนี้
ใส่เฉพาะตัวเลขที่ตรวจสอบโดยตรงจากการรีเสิร์ชเท่านั้นครับ จะเห็นทั้งปฏิกิริยาของผู้มาเยือนและความเปลี่ยนแปลงด้านการดำเนินงานไปพร้อมกัน

ทำไมเทศกาลของโซลถึงค่อย ๆ กลายเป็นแบบ 'มีส่วนร่วม' มากขึ้น
| หัวข้อเปรียบเทียบ | เทศกาลสาธารณะแบบเดิม | เทศกาลสไตล์โซลสมัยนี้ |
|---|---|---|
| วิธีหลัก | รูปแบบที่ชมการแสดง·นิทรรศการ | รูปแบบที่เข้าร่วมด้วยตัวเองในกิจกรรมออกกำลังกาย งานประดิษฐ์ มาร์เก็ต ของกิน และจุดถ่ายรูป |
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | เน้นเด็ก·ครอบครัวเป็นหลัก | มุ่งทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว และนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน |
| เป้าหมายการจัดงาน | การจัดงานให้เกิดขึ้นและจำนวนผู้ชม | ความพึงพอใจ เวลาพำนัก การกลับมาอีก การสร้างแบรนด์เมือง และการเชื่อมกับย่านการค้า |
| วิธีใช้พื้นที่ | รวมตัวกันในจุดเดียวโดยมีเวทีเป็นศูนย์กลาง | ใช้พื้นที่เมืองเองเป็นคอร์สให้ทดลองและสัมผัส |
| ถ้าใช้กับสะพานชัมซู | ก็จะจบแค่การแสดงบนสะพาน 1-2 อย่าง | การเดิน·ออกกำลังกาย·ดูหนัง·การเล่น·ฟลีมาร์เก็ตจะมาอยู่ด้วยกัน |

ทำไมสถานที่ดังดูวิวกลางคืนก็ยังลดเวลาเปิดดำเนินการ
| ปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจ | สิ่งที่โซลมอง | ตัวอย่างที่เห็นในบทความเรื่องสะพานชัมซู |
|---|---|---|
| การจ่ายไฟฟ้า | ความจำเป็นในการประหยัดพลังงานของทั้งเมือง | ลดการเปิดน้ำพุสายรุ้งแสงจันทร์จากวันละ 5 ครั้ง เหลือ 3 ครั้ง |
| งบประมาณ | ภาระค่าไฟและค่าดูแลสถานที่ | ถึงจะเป็นสถานที่ดังตัวแทนของเมือง ก็ไม่ได้เปิดแบบไม่จำกัด |
| ประโยชน์ของประชาชน | ความสมดุลระหว่างการคงของให้ดูและการประหยัดไฟ | ไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่ลดแค่จำนวนครั้ง จึงยังคงความเป็นสัญลักษณ์ไว้ |
| วิธีทำนโยบาย | ทำการประหยัดไฟระยะสั้นและเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาวไปพร้อมกัน | มีทั้งการปรับเวลาเปิดดำเนินการ เปลี่ยนเป็น LED และเพิ่มอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงไปด้วยกัน |

แล้วทำไมเทศกาลนี้ถึงสำคัญต่อการเข้าใจโซล
ถ้าดูเทศกาลสะพานชัมซู จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้เมืองโซลให้ความสำคัญกับอะไร เมื่อก่อนจุดสำคัญคือสะพานส่งรถไปได้เร็วแค่ไหน แต่ตอนนี้คำถามสำคัญกลายเป็นว่า จะสร้างประสบการณ์แบบเมืองอะไรบนสะพานนั้นได้บ้าง
แม่น้ำฮันก็เหมือนกัน ตอนนี้แม่น้ำฮันไม่ได้เป็นแค่วิวอีกแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตขนาดใหญ่ที่คนโซลมาพักผ่อน ออกกำลังกาย ถ่ายรูป และสนุกกับเทศกาล เพราะแบบนี้ ข่าวเรื่องสะพานชัมซูจึงเป็นทั้งบทความแนว 'สุดสัปดาห์นี้จะไปไหนดี' และในเวลาเดียวกันก็เป็นบทความเมืองที่แสดงว่า 'โซลกำลังกลับมาใช้พื้นที่ของตัวเองอย่างไร'
ยิ่งอยู่เกาหลีนาน ก็จะยิ่งรู้สึกว่าสิ่งแบบนี้น่าสนใจมากขึ้น โซลไม่ได้เปลี่ยนเมืองด้วยการสร้างตึกใหม่อย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนบรรยากาศของเมืองด้วยการใช้ถนน สะพาน และแม่น้ำที่มีอยู่เดิมในวิธีใหม่ ๆ เวลาสองสามชั่วโมงที่รถหายไปจากสะพานชัมซูอาจสั้น แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นแสดงทิศทางอนาคตของโซลได้ชัดมาก
เทศกาลสะพานชัมซูคือการทดลองที่โซลเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมให้เป็นพื้นที่วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของประชาชน
ถ้าเข้าใจเทศกาลนี้ ก็จะเริ่มเห็นว่าทำไมเรื่องแม่น้ำฮัน·นโยบายการเดินเท้า·การสร้างแบรนด์เมือง ถึงมาอยู่ในบทความเดียวกัน
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ
ช่วยรัก gltr life กันเยอะ ๆ นะ




