|
GLTR.life

ชีวิตในเกาหลี เข้าใจง่าย

cut_01 image
cut_02 image
cut_03 image
cut_04 image

ทำไมทัศนศึกษาแบบนี้ถึงกลายเป็นเรื่องยากมาก

เพราะประเด็นถกเถียงเรื่องความรับผิดชอบของครู การไปทัศนศึกษาจึงกำลังลดลง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ถ้าดูทั้งระบบและโครงสร้างในภาคสนามไปด้วย คุณจะเข้าใจข่าวนี้ได้ชัดขึ้นมากเลย

Updated May 4, 2026

สหภาพครูแห่งชาติสำรวจหัวหน้าสาขาทั่วประเทศ 789 คน โรงเรียนที่บอกว่าได้จัดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนภายใน 1 ปีล่าสุดมี 53.4% หมายความว่ามีแค่ประมาณครึ่งหนึ่งที่ได้ไปทัศนศึกษาหรือค่ายอบรม ครูหลายคนกังวลมากว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ตัวเองอาจต้องรับผิดทางอาญา ผู้ที่ตอบว่ารู้สึกกังวลแบบนี้มี 89.6% และผู้ที่ตอบว่างานเอกสารและงานธุรการในขั้นตอนเตรียมงานเป็นภาระมี 84.0% ครูมองว่ามาตรการปรับปรุงที่จำเป็นที่สุดคือการเสริมการยกเว้นความรับผิดทางอาญา และก็มีความเห็นว่าควรจำกัดหรือหยุดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนด้วย สหภาพครูแห่งชาติบอกว่าถ้าความรับผิดไปกองที่ครูแต่ละคน กิจกรรมการเรียนการสอนจะลดลง และโอกาสการเรียนรู้ของนักเรียนก็จะลดลงด้วย

원문 보기
ประเด็นสำคัญ

ทัศนศึกษาที่มีแค่ครึ่งเดียวที่ได้ไป สิ่งที่ต้องดูก่อนตัวเลขคือโครงสร้าง

ถ้าดูข่าวนี้ครั้งแรก ก็อาจอ่านแบบง่าย ๆ ว่า 'ช่วงนี้โรงเรียนไปทัศนศึกษากันน้อยลงนะ' แต่ถ้าดูแค่ตัวเลขเดียว เราจะพลาดแก่นสำคัญได้ จากการสำรวจล่าสุด สัดส่วนการจัดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนอยู่ที่ 53.4% โรงเรียนที่จัดแค่แบบไม่ค้างคืนมี 25.9% และโรงเรียนที่เน้นกิจกรรมในโรงเรียนมี 10.8% พอดูตัวเลขพวกนี้ด้วยกัน มันใกล้เคียงกับการเป็น สัญญาณว่าโรงเรียนเริ่มรับภาระรูปแบบการจัดทริปไม่ไหวแล้ว มากกว่าจะเป็นแค่การเปลี่ยนความชอบธรรมดา

ที่มันหนักขึ้น ก็เพราะตอนนี้ทัศนศึกษาไม่ใช่แค่ 'กิจกรรมที่พานักเรียนไปทำกิจกรรมการเรียนรู้' เท่านั้น แต่พร้อมกันนั้นมันยังกลายเป็น 'งานด้านความปลอดภัยที่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็จะถูกตรวจทันทีว่าใครต้องรับผิดชอบอะไร' ด้วย โดยเฉพาะในภาคสนาม ปัญหาคือหลายคนชี้ว่าความรับผิดนั้นถูกครูประจำชั้นหรือครูผู้ควบคุม แต่ละคน รู้สึกว่าหนักกว่าการเป็นความรับผิดของทั้งระบบโรงเรียน

ถ้าเข้าใจโครงสร้างนี้ ตัวเลขที่ตามมาข้างหลังก็จะชัดขึ้นมาก สัดส่วนการจัดแบบค้างคืน 53.4% ความกังวลเรื่องความรับผิดทางอาญา 89.6% และภาระงานธุรการ 84.0% ไม่ใช่สถิติที่แยกขาดจากกัน แต่ต้องอ่านว่าเป็น ผลจากการที่กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการความปลอดภัย และความรับผิดทางกฎหมาย มาซ้อนอยู่ที่คนคนเดียว

ℹ️จุดสำคัญที่ควรจับไว้ก่อนในส่วนนี้

แก่นของการลดทัศนศึกษาไม่ใช่ 'เพราะนักเรียนไม่ชอบเที่ยว' แต่คือ 'โครงสร้างที่ความรับผิดไปกระจุกอยู่ที่ครูแต่ละคน'

ถ้าเข้าใจจุดนี้ คุณจะพอมองออกว่าทำไมคำตัดสิน คู่มือ และการถกเถียงเรื่องการยกเว้นความรับผิดถึงขยับไปด้วยกันเป็นชุดเดียว

สถานการณ์

รูปแบบการดำเนินงานของโรงเรียนในช่วง 1 ปีล่าสุด ถ้าดูเฉพาะสัดส่วนที่ยืนยันได้

จัดแบบค้างคืน (59%)
จัดแค่แบบไม่ค้างคืน (29%)
เน้นกิจกรรมในโรงเรียน (12%)
การเปลี่ยนแปลง

ความกลัวเรื่องความรับผิดของครูเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้าดูแนวโน้มนี้ตามลำดับเวลา คุณจะเข้าใจได้ว่าความกังวลของครูไม่ได้เกิดขึ้นแบบกะทันหัน

1

ขั้นที่ 1: เมื่อก่อน ไม่ได้มองว่าเป็นความผิดของครูเสมอไป

ในอดีต แม้จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ ก็มีกรณีที่ศาลตัดสินว่าไม่ใช่ความผิดของครูด้วย กล่าวคือ ไม่ได้หมายความว่าครูต้องรับผิดทางอาญาอย่างหนักเสมอไป ถ้ารู้เรื่องนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าความกลัวในตอนนี้ไม่ใช่ 'เดิมทีก็เป็นแบบนี้ตลอด' แต่เป็น บรรยากาศที่เข้มงวดขึ้นในช่วงหลัง

2

ขั้นที่ 2: เหตุโศกนาฏกรรมเซวอลในปี 2014 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

หลังเหตุโศกนาฏกรรมเซวอล การไปทัศนศึกษาและกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนถูกมองว่าเป็นทั้งกิจกรรมการศึกษา และในเวลาเดียวกันก็เป็นงานที่ต้องดูแลความปลอดภัยความเสี่ยงสูงด้วย ทั่วประเทศมีการหยุดหรือทบทวนการไปทัศนศึกษา และเกิดบรรยากาศที่มองการเคลื่อนย้ายกลุ่มนักเรียนนอกโรงเรียนอย่างเข้มงวดมากขึ้น

3

ขั้นที่ 3: แนวทางความปลอดภัยละเอียดขึ้น แต่ความรับผิดชอบก็ชัดขึ้นด้วย

มีการเสริมมาตรการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น เช่น การสำรวจสถานที่ล่วงหน้า การอบรมความปลอดภัย เช็กลิสต์ การจัดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และระบบรายงาน เดิมทีเป้าหมายคือเพื่อเพิ่มความปลอดภัย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ก็เกิดสภาพแวดล้อมที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นด้วยว่า 'ทำอะไรไปแล้วบ้าง และไม่ได้ทำอะไรบ้าง'

4

ขั้นที่ 4: คำพิพากษาว่ามีความผิดในช่วงหลัง ทำให้ความกลัวกลายเป็นเรื่องจริง

ช่วงหลังมีรายงานกรณีที่ครูผู้ควบคุมถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาทจากการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุเสียชีวิตของนักเรียน ทำให้ในหมู่ครูมองว่าความรับผิดทางอาญาไม่ใช่แค่ความเป็นไปได้แบบนามธรรม แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริง จุดสำคัญที่นี่ไม่ใช่แค่โอกาสที่จะถูกลงโทษ แต่คือ ยังไม่ชัดเจนว่าขอบเขตหน้าที่ระวังของครูที่ถือว่าทำเต็มที่แล้วอยู่ถึงตรงไหน

5

ขั้นที่ 5: ผลที่ตามมาก็คือการลดขนาดการไปทัศนศึกษา

มีโรงเรียนเพิ่มขึ้นที่เปลี่ยนจากแบบค้างคืนเป็นแบบวันเดียว แทนที่ด้วยกิจกรรมในโรงเรียน หรือยกเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงตอนนี้ไม่ใช่แค่ระดับที่วัฒนธรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป แต่ต้องมองว่าเป็น ผลจากระบบกฎหมาย·การบริหาร·ความปลอดภัยที่กดดันกิจกรรมการศึกษา

เปรียบเทียบ

ก่อนและหลังเหตุเซวอล ลักษณะของการไปทัศนศึกษาเปลี่ยนไป

ถึงจะใช้ชื่อเดียวกันว่า 'ทัศนศึกษา' แต่ลักษณะที่โรงเรียนรับรู้จริงเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก

หัวข้อก่อนเหตุเซวอล
การรับรู้พื้นฐานกิจกรรมการศึกษา·วัฒนธรรมโรงเรียน
หลังเหตุเซวอล
กิจกรรมการศึกษา + งานดูแลความปลอดภัยเข้มข้นสูง
วิธีดำเนินงานการเคลื่อนย้ายกลุ่มใหญ่เป็นเรื่องค่อนข้างปกติ
ขั้นตอนการเตรียมค่อนข้างเรียบง่าย
การตัดสินความรับผิดแม้เกิดอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นความผิดของครูเสมอไป
ความรู้สึกในภาคสนามความหมายทางการศึกษานำหน้า
งาน

งานที่ครูต้องรับจริง ๆ มีถึงแค่ไหนกันนะ

หลายคนคิดง่าย ๆ ว่า 'แค่พาไปก็พอไม่ใช่เหรอ' แต่จริง ๆ แล้วทุกขั้นตอนของการเดินทางเป็นงานทั้งหมดเลย

ขั้นตอนงานหลักที่ครูรับผิดชอบ
ขั้นเตรียมการเขียนแผน เลือกสถานที่ แจ้งผู้ปกครอง ตรวจดูข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมพิเศษของนักเรียน สำรวจสถานที่ล่วงหน้า อบรมความปลอดภัย
ทำไมภาระถึงมากขึ้น
มีงานเอกสารนอกเหนือจากการสอนมาก และถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็จะถูกถามก่อนว่า 'ได้ตรวจสอบความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าหรือยัง'
ขั้นทำสัญญาและตรวจสอบตรวจสอบรถ ที่พัก เส้นทาง อุปกรณ์ฉุกเฉิน รวมถึงตรวจสอบประกันและระบบการติดต่อ
ขั้นดำเนินงานภาคสนามดูแลการเคลื่อนย้ายนักเรียน สอนกฎความปลอดภัย เช็กจำนวนนักเรียน รับมือสถานการณ์ไม่คาดคิด รายงานผู้ปกครองและโรงเรียน
ขั้นหลังเหตุการณ์รายงานลำดับเหตุการณ์ของอุบัติเหตุ รับมือคำร้องเรียน จัดเอกสารชี้แจง
แบบสำรวจ

พอดูเป็นตัวเลข ก็ยิ่งเห็นชัดว่าทำไมครูถึงยิ่งไม่กล้าทำ

กังวลเรื่องความรับผิดทางอาญา89.6%
ภาระงานธุรการ84%
จำเป็นต้องเพิ่มการคุ้มครองการไม่ต้องรับผิด80.9%
ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน26.6%
จัดหาบุคลากรด้านความปลอดภัยที่เชี่ยวชาญ25.5%
ความหมาย

ถ้าทัศนศึกษาลดลง นักเรียนจะเสียอะไรไปบ้าง

คำว่า 'ซูฮัก' ในทัศนศึกษา ไม่ได้หมายถึงคณิตศาสตร์ แต่หมายถึง ขัดเกลาการเรียนรู้ เพราะงั้น สิ่งที่ลดลงไม่ได้มีแค่ความทรงจำเท่านั้น

ด้านสิ่งที่การเรียนในห้องทำได้ดีสิ่งที่การเรียนรู้นอกสถานที่ให้ได้
ความเข้าใจความรู้ครูอธิบายและสรุปอย่างเป็นระบบได้ช่วยให้เข้าใจโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถานที่อุตสาหกรรมในขนาดจริงและบรรยากาศจริง
ความรู้สึกเรื่องสถานที่มีประสบการณ์ทางอ้อมได้ผ่านรูปภาพ·วิดีโอช่วยให้คุ้นกับเส้นทาง ระยะห่าง เสียง และบรรยากาศของสถานที่นั้นด้วยร่างกาย
ทักษะสังคมทำกิจกรรมร่วมมือกันในห้องเรียนได้ให้ประสบการณ์อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน เช่น การย้ายที่ รอ และปรับกันไปพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ทักษะการใช้ชีวิตอธิบายกฎได้ได้เรียนรู้จริงเรื่องการตรงเวลาในที่แปลกใหม่ การทำตามกฎความปลอดภัย และการรับมือกับปัญหา
ความชัดของความจำมักเหลือเป็นความรู้เพื่อสอบได้ง่ายสถานที่·ร่างกาย·ความสัมพันธ์รวมกัน ทำให้เกิดความทรงจำการเรียนรู้ที่อยู่ได้นาน
ทางแก้

คำตอบไม่ใช่การยกเว้นความรับผิดอย่างเดียว แต่คือการออกแบบให้แบ่งความรับผิดชอบกัน

เวลาจะเข้าใจข้อถกเถียงนี้ สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การบอกว่า 'ทำให้ครูไม่ต้องรับผิดชอบเลย' แต่คือการออกแบบใหม่ว่า ใครควรรับผิดชอบอะไรถึงจะเป็นจริงได้

ผู้เกี่ยวข้องบทบาทที่ควรรับหลักๆ
ครูวางแผนกิจกรรมการศึกษา ดูแลความเป็นอยู่ของนักเรียน ดำเนินการเรียนรู้นอกสถานที่
ทำไมต้องแบ่งแบบนี้
เพราะความเชี่ยวชาญของครูอยู่ที่การศึกษา ไม่ได้ครอบคลุมงานความปลอดภัยเฉพาะทางทั้งหมด เช่น การซ่อมบำรุงรถหรือการตรวจอุปกรณ์ที่พัก
โรงเรียน·สำนักงานการศึกษาเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง การให้คู่มือ การช่วยเรื่องสัญญา·งานธุรการ การช่วยด้านกฎหมาย ระบบรับมือฉุกเฉิน
บุคลากรผู้เชี่ยวชาญภายนอกเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย, ผู้ช่วยนำกลุ่ม, ผู้ช่วยตรวจสอบหน้างาน
สรุป

ดังนั้นข่าวนี้ควรอ่านว่าเป็น 'ความล้มเหลวของโครงสร้างความรับผิดชอบ' มากกว่า 'การลดทัศนศึกษาของโรงเรียน'

ถ้าดูมาถึงตรงนี้ แก่นของข่าวนี้ไม่ใช่ 'นักเรียนไปเที่ยวกันน้อยลง' นะ จริงๆ แล้วคือ โครงสร้างการแบ่งความรับผิดชอบที่จำเป็นต่อการคงทัศนศึกษาของโรงเรียนไว้ ยังถูกสร้างขึ้นไม่เพียงพอ นั่นเอง เหตุผลที่มีการพูดเรื่องการยกเว้นความรับผิดของครูออกมาต่อเนื่อง ก็อยู่ตรงนี้เลย

อีกเรื่องที่สำคัญคือ แค่เพิ่มการยกเว้นความรับผิดอย่างเดียวก็ยังไม่จบ ถ้าปรับกฎหมายแล้ว แต่เกณฑ์หน้าที่ระมัดระวังในหน้างานยังไม่ชัดเจน บุคลากรสนับสนุนก็ยังไม่พอ และภาระงานเอกสารยังเหมือนเดิม โรงเรียนก็มีโอกาสสูงที่จะยังหดตัวต่อไป เพราะงั้นทางแก้จริงๆ จะใกล้กับแบบนี้มากกว่า คือ 'การยกเว้นความรับผิด + เกณฑ์ที่ชัดเจน + บุคลากรสนับสนุน + การเสริมความรับผิดชอบขององค์กร' ต้องไปด้วยกัน

ดังนั้นเวลาอ่านข่าวคล้ายๆ กันต่อจากนี้ ให้ดูแบบนี้ได้เลย อย่ามองแค่ว่า 'จะไปหรือไม่ไปทัศนศึกษาของโรงเรียน' แต่ให้ดูด้วยว่า ใครรับผิดชอบอะไร และความรับผิดชอบนั้นถูกกระจายไปอยู่ในระบบ ไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวบุคคลคนเดียวหรือเปล่า ถ้าจับเกณฑ์นี้ได้ ก็จะเข้าใจได้ดีขึ้นมากว่า ทำไมบางโรงเรียนถึงยกเลิก ทำไมบางสำนักงานการศึกษาถึงใส่บุคลากรช่วยเหลือเพิ่ม และทำไมกลุ่มครูถึงตอบสนองแรงกับคำตัดสินเพียงเรื่องเดียว

💡เกณฑ์สำคัญในการอ่านข่าวนี้

คำถามไม่ใช่ว่า 'ทัศนศึกษาของโรงเรียนจำเป็นไหม' แต่คือ 'มีโครงสร้างความรับผิดชอบที่ทำให้ความปลอดภัยและการศึกษาเกิดขึ้นพร้อมกันได้ไหม'

ต่อไปเวลาอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง อย่าดูแค่ข้อกำหนดยกเว้นความรับผิดอย่างเดียว แต่ลองเช็กด้วยว่า เกณฑ์ความปลอดภัย·บุคลากรสนับสนุน·บทบาทของสำนักงานการศึกษา ออกมาพร้อมกันไหม

เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ

โปรดรัก gltr life มากๆ ด้วยนะ

community.comments 0

community.noComments

community.loginToComment

ทำไมทัศนศึกษาแบบนี้ถึงกลายเป็นเรื่องยากมาก | GLTR.life