สหภาพครูแห่งชาติสำรวจหัวหน้าสาขาทั่วประเทศ 789 คน โรงเรียนที่บอกว่าได้จัดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนภายใน 1 ปีล่าสุดมี 53.4% หมายความว่ามีแค่ประมาณครึ่งหนึ่งที่ได้ไปทัศนศึกษาหรือค่ายอบรม ครูหลายคนกังวลมากว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ตัวเองอาจต้องรับผิดทางอาญา ผู้ที่ตอบว่ารู้สึกกังวลแบบนี้มี 89.6% และผู้ที่ตอบว่างานเอกสารและงานธุรการในขั้นตอนเตรียมงานเป็นภาระมี 84.0% ครูมองว่ามาตรการปรับปรุงที่จำเป็นที่สุดคือการเสริมการยกเว้นความรับผิดทางอาญา และก็มีความเห็นว่าควรจำกัดหรือหยุดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนด้วย สหภาพครูแห่งชาติบอกว่าถ้าความรับผิดไปกองที่ครูแต่ละคน กิจกรรมการเรียนการสอนจะลดลง และโอกาสการเรียนรู้ของนักเรียนก็จะลดลงด้วย
원문 보기
ทัศนศึกษาที่มีแค่ครึ่งเดียวที่ได้ไป สิ่งที่ต้องดูก่อนตัวเลขคือโครงสร้าง
ถ้าดูข่าวนี้ครั้งแรก ก็อาจอ่านแบบง่าย ๆ ว่า 'ช่วงนี้โรงเรียนไปทัศนศึกษากันน้อยลงนะ' แต่ถ้าดูแค่ตัวเลขเดียว เราจะพลาดแก่นสำคัญได้ จากการสำรวจล่าสุด สัดส่วนการจัดการเรียนรู้นอกสถานที่แบบค้างคืนอยู่ที่ 53.4% โรงเรียนที่จัดแค่แบบไม่ค้างคืนมี 25.9% และโรงเรียนที่เน้นกิจกรรมในโรงเรียนมี 10.8% พอดูตัวเลขพวกนี้ด้วยกัน มันใกล้เคียงกับการเป็น สัญญาณว่าโรงเรียนเริ่มรับภาระรูปแบบการจัดทริปไม่ไหวแล้ว มากกว่าจะเป็นแค่การเปลี่ยนความชอบธรรมดา
ที่มันหนักขึ้น ก็เพราะตอนนี้ทัศนศึกษาไม่ใช่แค่ 'กิจกรรมที่พานักเรียนไปทำกิจกรรมการเรียนรู้' เท่านั้น แต่พร้อมกันนั้นมันยังกลายเป็น 'งานด้านความปลอดภัยที่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็จะถูกตรวจทันทีว่าใครต้องรับผิดชอบอะไร' ด้วย โดยเฉพาะในภาคสนาม ปัญหาคือหลายคนชี้ว่าความรับผิดนั้นถูกครูประจำชั้นหรือครูผู้ควบคุม แต่ละคน รู้สึกว่าหนักกว่าการเป็นความรับผิดของทั้งระบบโรงเรียน
ถ้าเข้าใจโครงสร้างนี้ ตัวเลขที่ตามมาข้างหลังก็จะชัดขึ้นมาก สัดส่วนการจัดแบบค้างคืน 53.4% ความกังวลเรื่องความรับผิดทางอาญา 89.6% และภาระงานธุรการ 84.0% ไม่ใช่สถิติที่แยกขาดจากกัน แต่ต้องอ่านว่าเป็น ผลจากการที่กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการความปลอดภัย และความรับผิดทางกฎหมาย มาซ้อนอยู่ที่คนคนเดียว
แก่นของการลดทัศนศึกษาไม่ใช่ 'เพราะนักเรียนไม่ชอบเที่ยว' แต่คือ 'โครงสร้างที่ความรับผิดไปกระจุกอยู่ที่ครูแต่ละคน'
ถ้าเข้าใจจุดนี้ คุณจะพอมองออกว่าทำไมคำตัดสิน คู่มือ และการถกเถียงเรื่องการยกเว้นความรับผิดถึงขยับไปด้วยกันเป็นชุดเดียว

รูปแบบการดำเนินงานของโรงเรียนในช่วง 1 ปีล่าสุด ถ้าดูเฉพาะสัดส่วนที่ยืนยันได้

ความกลัวเรื่องความรับผิดของครูเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร
ถ้าดูแนวโน้มนี้ตามลำดับเวลา คุณจะเข้าใจได้ว่าความกังวลของครูไม่ได้เกิดขึ้นแบบกะทันหัน
ขั้นที่ 1: เมื่อก่อน ไม่ได้มองว่าเป็นความผิดของครูเสมอไป
ในอดีต แม้จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ ก็มีกรณีที่ศาลตัดสินว่าไม่ใช่ความผิดของครูด้วย กล่าวคือ ไม่ได้หมายความว่าครูต้องรับผิดทางอาญาอย่างหนักเสมอไป ถ้ารู้เรื่องนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าความกลัวในตอนนี้ไม่ใช่ 'เดิมทีก็เป็นแบบนี้ตลอด' แต่เป็น บรรยากาศที่เข้มงวดขึ้นในช่วงหลัง
ขั้นที่ 2: เหตุโศกนาฏกรรมเซวอลในปี 2014 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
หลังเหตุโศกนาฏกรรมเซวอล การไปทัศนศึกษาและกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนถูกมองว่าเป็นทั้งกิจกรรมการศึกษา และในเวลาเดียวกันก็เป็นงานที่ต้องดูแลความปลอดภัยความเสี่ยงสูงด้วย ทั่วประเทศมีการหยุดหรือทบทวนการไปทัศนศึกษา และเกิดบรรยากาศที่มองการเคลื่อนย้ายกลุ่มนักเรียนนอกโรงเรียนอย่างเข้มงวดมากขึ้น
ขั้นที่ 3: แนวทางความปลอดภัยละเอียดขึ้น แต่ความรับผิดชอบก็ชัดขึ้นด้วย
มีการเสริมมาตรการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น เช่น การสำรวจสถานที่ล่วงหน้า การอบรมความปลอดภัย เช็กลิสต์ การจัดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และระบบรายงาน เดิมทีเป้าหมายคือเพื่อเพิ่มความปลอดภัย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ก็เกิดสภาพแวดล้อมที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นด้วยว่า 'ทำอะไรไปแล้วบ้าง และไม่ได้ทำอะไรบ้าง'
ขั้นที่ 4: คำพิพากษาว่ามีความผิดในช่วงหลัง ทำให้ความกลัวกลายเป็นเรื่องจริง
ช่วงหลังมีรายงานกรณีที่ครูผู้ควบคุมถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาทจากการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุเสียชีวิตของนักเรียน ทำให้ในหมู่ครูมองว่าความรับผิดทางอาญาไม่ใช่แค่ความเป็นไปได้แบบนามธรรม แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริง จุดสำคัญที่นี่ไม่ใช่แค่โอกาสที่จะถูกลงโทษ แต่คือ ยังไม่ชัดเจนว่าขอบเขตหน้าที่ระวังของครูที่ถือว่าทำเต็มที่แล้วอยู่ถึงตรงไหน
ขั้นที่ 5: ผลที่ตามมาก็คือการลดขนาดการไปทัศนศึกษา
มีโรงเรียนเพิ่มขึ้นที่เปลี่ยนจากแบบค้างคืนเป็นแบบวันเดียว แทนที่ด้วยกิจกรรมในโรงเรียน หรือยกเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงตอนนี้ไม่ใช่แค่ระดับที่วัฒนธรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป แต่ต้องมองว่าเป็น ผลจากระบบกฎหมาย·การบริหาร·ความปลอดภัยที่กดดันกิจกรรมการศึกษา

ก่อนและหลังเหตุเซวอล ลักษณะของการไปทัศนศึกษาเปลี่ยนไป
| หัวข้อ | ก่อนเหตุเซวอล | หลังเหตุเซวอล |
|---|---|---|
| การรับรู้พื้นฐาน | กิจกรรมการศึกษา·วัฒนธรรมโรงเรียน | กิจกรรมการศึกษา + งานดูแลความปลอดภัยเข้มข้นสูง |
| วิธีดำเนินงาน | การเคลื่อนย้ายกลุ่มใหญ่เป็นเรื่องค่อนข้างปกติ | มีการขยายแบบกลุ่มเล็ก·ตามธีม และการแทนที่ด้วยแบบวันเดียว |
| ขั้นตอนการเตรียม | ค่อนข้างเรียบง่าย | การสำรวจล่วงหน้า·เช็กลิสต์·ขั้นตอนรายงานเข้มงวดขึ้นมาก |
| การตัดสินความรับผิด | แม้เกิดอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นความผิดของครูเสมอไป | บรรยากาศที่ตรวจสอบละเอียดว่าได้ทำหน้าที่ระวังมากแค่ไหนเข้มข้นขึ้น |
| ความรู้สึกในภาคสนาม | ความหมายทางการศึกษานำหน้า | นึกถึงความกังวลเรื่องอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบทางกฎหมายก่อน |

งานที่ครูต้องรับจริง ๆ มีถึงแค่ไหนกันนะ
| ขั้นตอน | งานหลักที่ครูรับผิดชอบ | ทำไมภาระถึงมากขึ้น |
|---|---|---|
| ขั้นเตรียมการ | เขียนแผน เลือกสถานที่ แจ้งผู้ปกครอง ตรวจดูข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมพิเศษของนักเรียน สำรวจสถานที่ล่วงหน้า อบรมความปลอดภัย | มีงานเอกสารนอกเหนือจากการสอนมาก และถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็จะถูกถามก่อนว่า 'ได้ตรวจสอบความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าหรือยัง' |
| ขั้นทำสัญญาและตรวจสอบ | ตรวจสอบรถ ที่พัก เส้นทาง อุปกรณ์ฉุกเฉิน รวมถึงตรวจสอบประกันและระบบการติดต่อ | แม้ตามรูปแบบจะมีงานของโรงเรียนและฝ่ายธุรการปนอยู่ด้วย แต่ในสถานที่จริง สุดท้ายก็มักจะถามว่าครูได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง |
| ขั้นดำเนินงานภาคสนาม | ดูแลการเคลื่อนย้ายนักเรียน สอนกฎความปลอดภัย เช็กจำนวนนักเรียน รับมือสถานการณ์ไม่คาดคิด รายงานผู้ปกครองและโรงเรียน | ครู 1 คนต้องดูแลนักเรียนจำนวนมากพร้อมกัน เลยควบคุมได้สมบูรณ์แบบยากมากในความเป็นจริง |
| ขั้นหลังเหตุการณ์ | รายงานลำดับเหตุการณ์ของอุบัติเหตุ รับมือคำร้องเรียน จัดเอกสารชี้แจง | ถ้าเกิดปัญหา ภาระทางกฎหมายและทางธุรการจะยังอยู่ต่อไปอีกนาน แม้กิจกรรมการศึกษาจะจบแล้ว |

พอดูเป็นตัวเลข ก็ยิ่งเห็นชัดว่าทำไมครูถึงยิ่งไม่กล้าทำ

ถ้าทัศนศึกษาลดลง นักเรียนจะเสียอะไรไปบ้าง
| ด้าน | สิ่งที่การเรียนในห้องทำได้ดี | สิ่งที่การเรียนรู้นอกสถานที่ให้ได้ |
|---|---|---|
| ความเข้าใจความรู้ | ครูอธิบายและสรุปอย่างเป็นระบบได้ | ช่วยให้เข้าใจโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถานที่อุตสาหกรรมในขนาดจริงและบรรยากาศจริง |
| ความรู้สึกเรื่องสถานที่ | มีประสบการณ์ทางอ้อมได้ผ่านรูปภาพ·วิดีโอ | ช่วยให้คุ้นกับเส้นทาง ระยะห่าง เสียง และบรรยากาศของสถานที่นั้นด้วยร่างกาย |
| ทักษะสังคม | ทำกิจกรรมร่วมมือกันในห้องเรียนได้ | ให้ประสบการณ์อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน เช่น การย้ายที่ รอ และปรับกันไปพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกัน |
| ทักษะการใช้ชีวิต | อธิบายกฎได้ | ได้เรียนรู้จริงเรื่องการตรงเวลาในที่แปลกใหม่ การทำตามกฎความปลอดภัย และการรับมือกับปัญหา |
| ความชัดของความจำ | มักเหลือเป็นความรู้เพื่อสอบได้ง่าย | สถานที่·ร่างกาย·ความสัมพันธ์รวมกัน ทำให้เกิดความทรงจำการเรียนรู้ที่อยู่ได้นาน |

คำตอบไม่ใช่การยกเว้นความรับผิดอย่างเดียว แต่คือการออกแบบให้แบ่งความรับผิดชอบกัน
| ผู้เกี่ยวข้อง | บทบาทที่ควรรับหลักๆ | ทำไมต้องแบ่งแบบนี้ |
|---|---|---|
| ครู | วางแผนกิจกรรมการศึกษา ดูแลความเป็นอยู่ของนักเรียน ดำเนินการเรียนรู้นอกสถานที่ | เพราะความเชี่ยวชาญของครูอยู่ที่การศึกษา ไม่ได้ครอบคลุมงานความปลอดภัยเฉพาะทางทั้งหมด เช่น การซ่อมบำรุงรถหรือการตรวจอุปกรณ์ที่พัก |
| โรงเรียน·สำนักงานการศึกษา | เกณฑ์ประเมินความเสี่ยง การให้คู่มือ การช่วยเรื่องสัญญา·งานธุรการ การช่วยด้านกฎหมาย ระบบรับมือฉุกเฉิน | ความรับผิดชอบด้านระบบและกฎหมายที่คนคนเดียวรับไม่ไหว องค์กรต้องช่วยรองรับ จึงจะดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน |
| บุคลากรผู้เชี่ยวชาญภายนอก | เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย, ผู้ช่วยนำกลุ่ม, ผู้ช่วยตรวจสอบหน้างาน | ความปลอดภัยหน้างานต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะที่ต่างจากกิจกรรมการเรียนการสอน เลยควรมีการแบ่งหน้าที่ จึงจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและแบ่งความรับผิดชอบได้พร้อมกัน |

ดังนั้นข่าวนี้ควรอ่านว่าเป็น 'ความล้มเหลวของโครงสร้างความรับผิดชอบ' มากกว่า 'การลดทัศนศึกษาของโรงเรียน'
ถ้าดูมาถึงตรงนี้ แก่นของข่าวนี้ไม่ใช่ 'นักเรียนไปเที่ยวกันน้อยลง' นะ จริงๆ แล้วคือ โครงสร้างการแบ่งความรับผิดชอบที่จำเป็นต่อการคงทัศนศึกษาของโรงเรียนไว้ ยังถูกสร้างขึ้นไม่เพียงพอ นั่นเอง เหตุผลที่มีการพูดเรื่องการยกเว้นความรับผิดของครูออกมาต่อเนื่อง ก็อยู่ตรงนี้เลย
อีกเรื่องที่สำคัญคือ แค่เพิ่มการยกเว้นความรับผิดอย่างเดียวก็ยังไม่จบ ถ้าปรับกฎหมายแล้ว แต่เกณฑ์หน้าที่ระมัดระวังในหน้างานยังไม่ชัดเจน บุคลากรสนับสนุนก็ยังไม่พอ และภาระงานเอกสารยังเหมือนเดิม โรงเรียนก็มีโอกาสสูงที่จะยังหดตัวต่อไป เพราะงั้นทางแก้จริงๆ จะใกล้กับแบบนี้มากกว่า คือ 'การยกเว้นความรับผิด + เกณฑ์ที่ชัดเจน + บุคลากรสนับสนุน + การเสริมความรับผิดชอบขององค์กร' ต้องไปด้วยกัน
ดังนั้นเวลาอ่านข่าวคล้ายๆ กันต่อจากนี้ ให้ดูแบบนี้ได้เลย อย่ามองแค่ว่า 'จะไปหรือไม่ไปทัศนศึกษาของโรงเรียน' แต่ให้ดูด้วยว่า ใครรับผิดชอบอะไร และความรับผิดชอบนั้นถูกกระจายไปอยู่ในระบบ ไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวบุคคลคนเดียวหรือเปล่า ถ้าจับเกณฑ์นี้ได้ ก็จะเข้าใจได้ดีขึ้นมากว่า ทำไมบางโรงเรียนถึงยกเลิก ทำไมบางสำนักงานการศึกษาถึงใส่บุคลากรช่วยเหลือเพิ่ม และทำไมกลุ่มครูถึงตอบสนองแรงกับคำตัดสินเพียงเรื่องเดียว
คำถามไม่ใช่ว่า 'ทัศนศึกษาของโรงเรียนจำเป็นไหม' แต่คือ 'มีโครงสร้างความรับผิดชอบที่ทำให้ความปลอดภัยและการศึกษาเกิดขึ้นพร้อมกันได้ไหม'
ต่อไปเวลาอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง อย่าดูแค่ข้อกำหนดยกเว้นความรับผิดอย่างเดียว แต่ลองเช็กด้วยว่า เกณฑ์ความปลอดภัย·บุคลากรสนับสนุน·บทบาทของสำนักงานการศึกษา ออกมาพร้อมกันไหม
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ
โปรดรัก gltr life มากๆ ด้วยนะ




