มีการประกาศว่า Newtoki เว็บไซต์เว็บตูนและเว็บโนเวลผิดกฎหมายได้ปิดตัวลงแล้ว ส่วน Manatoki และ Booktoki ที่ถูกกล่าวถึงพร้อมกันก็ลงประกาศยุติการให้บริการในวันเดียวกันด้วย ทีมผู้ดูแลบอกว่าลบข้อมูลทั้งหมดแล้ว และไม่มีแผนจะเปิดอีก ในบทความระบุว่าความเสียหายต่อเดือนของ Newtoki ถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 40B KRW ผู้ใช้งานถูกกล่าวถึงว่ามีระดับ 1,220หมื่น คน ในวงการเว็บตูนมองว่าเป็นเว็บไซต์ผิดกฎหมายตัวแทนที่สร้างความเสียหายหนักมานาน แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้จบแบบสมบูรณ์ ตามบทความ สมาคมที่เกี่ยวข้องมีแผนจะเดินหน้าคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งในและต่างประเทศต่อไป และยังบอกด้วยว่าผู้ดำเนินการแปลงสัญชาติเป็นญี่ปุ่นแล้ว ทำให้การสืบสวนไม่ง่าย พร้อมกันนี้ ระบบบล็อกฉุกเฉินและบล็อกการเข้าถึงตามกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับแก้ไขก็กำลังจะเริ่มใช้จริงอย่างเต็มรูปแบบเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวว่าเว็บไซต์หนึ่งปิดตัว แต่ยังเป็นฉากทดสอบด้วยว่าเกาหลีจะหยุดเว็บไซต์คอนเทนต์ผิดกฎหมายได้เร็วขึ้นหรือไม่
원문 보기
ไม่ใช่แค่เว็บไซต์หนึ่งปิด แต่เป็นโครงสร้างที่เคยหยุดไม่ได้นาน ๆ กำลังสั่นคลอน
ถ้าดูแค่ข่าวการปิด Newtoki ก็อาจมองง่าย ๆ ว่าเป็นแค่ เหตุการณ์ที่เว็บไซต์ผิดกฎหมายหายไปหนึ่งแห่ง แต่ถ้าดูอีกนิด ข่าวนี้มี 3 เรื่องซ้อนกันอยู่พร้อมกัน อย่างแรกคือเว็บไซต์คนละแนวอย่าง Newtoki, Manatoki และ Booktoki หยุดพร้อมกัน อย่างที่สองคือ ตัวเลขใหญ่แบบ 'เสียหาย 40B KRW ต่อเดือน' กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง อย่างที่สามคือ ตอนนี้เกาหลีออกมาบอกว่าจะรับมือให้เร็วขึ้นด้วย ระบบบล็อกฉุกเฉิน
ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียวก็แบบนี้ค่ะ การเผยแพร่ผิดกฎหมายไม่ใช่ปัญหาของแต่ละเว็บไซต์อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ความต้องการ รายได้ การหลบเลี่ยงทางเทคนิค และขั้นตอนราชการที่ช้า มาพันกันอยู่ และการปิดครั้งนี้ก็คือคดีแรกที่ขึ้นสู่เวทีทดสอบว่าโครงสร้างนั้นจะสั่นคลอนได้จริงไหม ถ้าเข้าใจถึงตรงนี้ ก็จะเริ่มเห็นชัดขึ้นมากว่าทำไมวงการยังไม่หยุดฟ้องแม้เว็บไซต์จะปิดแล้ว และทำไมการพำนักอยู่ต่างประเทศกับการแปลงสัญชาติของผู้ดำเนินการถึงเป็นตัวแปรใหญ่
คุณจะแยกได้ว่า 'ความเสียหาย 40B KRW ต่อเดือน' ต่างจากการสูญเสียรายได้จริงอย่างไร
คุณจะเข้าใจได้ว่าทำไมการหยุด Newtoki ไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิค แต่ยังเป็นเรื่องของระบบและความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

ตั้งแต่ Bamtoki ถึง Newtoki เว็บไซต์เว็บตูนผิดกฎหมายเติบโตมาแบบนี้
ถ้าอยากเข้าใจข่าวนี้ ควรมองก่อนว่า Newtoki ไม่ใช่กรณีพิเศษที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เป็นภาคต่อของระบบนิเวศก่อนหน้า
ขั้นที่ 1: ปี 2017 Bamtoki สร้างโมเดล 'เว็บไซต์เว็บตูนผิดกฎหมายขนาดใหญ่'
Bamtoki รวบรวมทราฟฟิกจำนวนมากด้วยการเอาเว็บตูนแบบเสียเงินมาให้ดูฟรีอย่างรวดเร็ว จุดสำคัญตรงนี้ไม่ใช่แค่การคัดลอกธรรมดา แต่คือการสร้างพฤติกรรมการใช้งานแบบ 'ดูตอนล่าสุดฟรีได้ทันที' ในวงกว้าง
ขั้นที่ 2: หลังการจับกุมในปี 2018 ระบบนิเวศก็ยังไม่หายไป
การจับกุมผู้ดำเนินการ Bamtoki เป็นความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่นานเว็บไซต์รุ่นถัดมาก็เข้ามาแทนที่ มันแสดงให้เห็นว่าแม้จะลบเว็บไซต์หนึ่งออกไป ถ้าเปลี่ยนที่อยู่ ย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปต่างประเทศ และคัดลอกโครงสร้างเดิม ก็กลับมามีชีวิตได้อีก
ขั้นที่ 3: หลังปี 2019 Newtoki กลายเป็นแกนกลางของเครือข่ายผิดกฎหมายแบบกระจายตัว
นิวโทกีไม่ได้ถูกพูดถึงแค่เรื่องเว็บตูนเท่านั้น แต่ยังถูกพูดถึงพร้อมกับเว็บแยกตามแนวอย่างมานาโทกีและบุ๊กโทกีด้วย นี่หมายความว่าการเผยแพร่ผิดกฎหมายไม่ได้อยู่แค่แนวเดียวเว็บเดียว แต่ขยายเป็น โมเดลเครือข่ายที่รวมหลายรสนิยมเพื่อเพิ่มการกลับมาใช้อีก
ขั้นที่ 4: ยิ่งตลาดถูกกฎหมายโตขึ้น เป้าหมายการคัดลอกผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พอตลาดเว็บตูนเกาหลีโตขึ้น ก็มีผลงานยอดนิยม ตอนแบบเสียเงิน และผลงานที่ลงพร้อมกันทั่วโลกเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับฝั่งเว็บผิดกฎหมาย การเติบโตของตลาดถูกกฎหมายเองก็หมายถึง 'มีสินค้าที่จะคัดลอกมากขึ้น' ดังนั้นแค่การปราบปรามอย่างเดียวจึงตัดความต้องการออกได้ไม่หมด
ขั้นที่ 5: การปิดในปี 2026 ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามเปลี่ยนโครงสร้างที่มาช้า
การปิดครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบนิเวศทั้งหมดจะหายไปเองอัตโนมัติ เพราะงั้นตอนนี้ทั้งวงการและรัฐบาลกำลังขยับไปในทางที่จะดูทั้ง ความเร็วในการบล็อก และ ประสิทธิผลของความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปพร้อมกัน

ทำไมถึงแม้แพลตฟอร์มถูกกฎหมายจะเพิ่มขึ้น แต่เว็บผิดกฎหมายก็ยังไม่หายไป
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แพลตฟอร์มถูกกฎหมาย | เว็บผิดกฎหมาย |
|---|---|---|
| ราคา | ต้องจ่ายเงินหรือเช่าต่อหนึ่งตอน | เปิดดูได้ทันทีแบบฟรี |
| การเข้าถึงตอนล่าสุด | รอแล้วดูฟรีได้ หรือหลายกรณีมีการเปิดให้อ่านก่อนแบบเสียเงิน | หลายกรณีจะรวบรวมตอนล่าสุดมาให้ดูอย่างรวดเร็ว |
| การกระจายของผลงาน | ผลงานกระจายอยู่ตามแต่ละแพลตฟอร์ม | ค้นหาหลายผลงานพร้อมกันได้ง่ายในที่อยู่เดียว |
| ความเสถียรในการเข้าใช้งาน | เข้าใช้งานได้เสถียรผ่านแอป·เว็บไซต์ทางการ | ถ้าถูกบล็อกก็เปลี่ยนโดเมน แต่ก็มีผู้ใช้ไหลกลับมาอีกผ่านการแชร์ที่อยู่ |
| โครงสร้างรายได้ | รายได้ถูกแบ่งไปยังนักเขียน·แพลตฟอร์ม·บริษัทผู้ผลิต | หลายกรณีดำเนินการด้วยรายได้ภายนอก เช่น โฆษณา·พนัน·โฆษณาผู้ใหญ่ |

ตัวเลข 'ความเสียหาย 400ร้อยล้าน ต่อเดือน' กำลังบอกอะไร และบอกอะไรไม่ได้บ้าง
| ตัวชี้วัด | ความหมาย | จุดที่ต้องระวังตอนอ่าน |
|---|---|---|
| มูลค่าความเสียหายต่อเดือน 39.8B KRW | ค่าประมาณการสูญเสียรายได้ที่อาจเกิดขึ้น ตอนที่การใช้งานผิดกฎหมายเปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินแบบถูกกฎหมาย | ห้ามมองว่าเท่ากับความเสียหายเงินสดที่อยู่ในบัญชีจริงแบบ 1 ต่อ 1 |
| ผู้ใช้ต่อเดือน 12.2ล้าน คน | เป็นตัวชี้วัดเตือนที่แสดงผู้เข้าชมจริงของเว็บไซต์หรือขนาดการใช้งานรายเดือน | อาจรวมการเข้าซ้ำ ผู้ใช้ที่แวะเข้ามาแป๊บเดียว และผู้ใช้ที่ไม่มีแนวโน้มจ่ายเงินด้วย |
| ขนาดตลาดผิดกฎหมายต่อปี 721.5B KRW | ค่าประมาณความเสียหายรายปี ที่ดูรวมเว็บไซต์เว็บตูน·เว็บโนเวลผิดกฎหมายหลัก ๆ | ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของนิวโทกกีเว็บเดียว แต่เป็นตัวเลขที่อ้างอิงตามกลุ่มเว็บไซต์ที่กว้างกว่า เลยไม่ควรเอาไปรวมทันทีหรือเทียบในระดับเดียวกันตรง ๆ |
| ประมาณการความเสียหายในปี 2023 446.5B KRW | ขนาดความเสียหายรายปีที่คำนวณด้วยวิธีสำรวจแบบเฉพาะ | ถ้าสมมติฐานอย่างอัตราการซื้อทดแทนหรือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเปลี่ยน ตัวเลขก็อาจเปลี่ยนได้ |

มูลค่าความเสียหายไม่ใช่ 'เงินสดที่หายไป' แต่เป็นตัวเลขที่คำนวณจาก 'ความเป็นไปได้ที่ถูกแย่งไป' นะ
คำว่า '40B KRW ต่อเดือน' ฟังดูแรงใช่ไหม แต่ปกติตัวเลขนี้คำนวณโดยใส่สมมติฐานว่า ถ้าไม่มีการใช้งานผิดกฎหมาย บางส่วนก็น่าจะเปลี่ยนไปจ่ายเงินแบบถูกกฎหมาย พูดง่าย ๆ มันไม่ได้ใกล้กับจำนวนเงินที่ของในมาร์เก็ตถูกขโมยจริง ๆ แต่ใกล้กับตัวเลขที่คาดว่า ถ้าคนไม่ใช้สำเนาฟรี ก็น่าจะมีโอกาสซื้อจากร้านเดิมมากกว่า
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตัวเลขนี้ไม่มีความหมายนะ ตรงกันข้าม ค่าประมาณแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนไฟเตือนว่า ทั้งอุตสาหกรรมกำลังถูกกินพื้นที่กว้างแค่ไหน ถ้าเข้าใจความต่างนี้ เราจะอ่านได้ดีขึ้นว่า ไม่ใช่แค่ถามง่าย ๆ ว่า '40B KRW เป็นการพูดเกินจริงไหม' แต่ยังดูได้ด้วยว่าคำนวณจากสมมติฐานแบบไหน และถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อทำให้มาตรการไหนดูชอบธรรม
มูลค่าความเสียหาย = ไม่ใช่ความสูญเสียที่ยืนยันจริง แต่เป็นค่าประมาณการสูญเสียรายได้ที่อาจเกิดขึ้น
จำนวนผู้ใช้ = แสดงอิทธิพลการกระจายของเว็บผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความต้องการเปลี่ยนไปจ่ายเงิน

ทำไมนิวโทกกี·มานาโทกกี·บุ๊กโทกกีถึงขยับไปด้วยกัน
| รายการ | นิวโทกกี | มานาโทกกี | บุ๊กโทกกี |
|---|---|---|---|
| แนวหลัก | เว็บตูน | มังงะญี่ปุ่น | เว็บโนเวล |
| เหตุผลที่ถูกพูดถึงร่วมกัน | มีการรายงานประกาศยุติบริการและสถานการณ์การดำเนินงานพร้อมกัน | มีการรายงานซ้ำในกลุ่มเดียวกับ นิวโทกี | ถูกกล่าวถึงร่วมกับ นิวโทกี ในบริบทการปิดกั้นและการฟ้องร้อง |
| โครงสร้างการเข้าถึงร่วมกัน | ใช้การค้นหา·การแชร์ที่อยู่·ประกาศทางเทเลแกรม | แนะนำที่อยู่ใหม่ด้วยวิธีคล้ายกัน | แม้แนวจะต่างกันก็ยังใช้ช่องทางกลับเข้ามาแบบเดียวกัน |
| โมเดลรายได้ที่คาดว่าใช้ | การแสดงโฆษณาและทราฟฟิกจากการกลับมาใช้อีก | รายได้จากทราฟฟิกที่อิงโฆษณา | รายได้จากทราฟฟิกที่อิงโฆษณา |
| ข้อได้เปรียบด้านการดำเนินงาน | รองรับความต้องการเว็บตูน | เพิ่มการเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านการ์ตูน | รวมถึงกลุ่มผู้อ่านนิยายด้วย ทำให้เวลาที่อยู่ในเว็บโดยรวมยาวขึ้น |

ถึงจะแยกแนว แต่ข้างหลังอาจทำงานเหมือนโรงงานทราฟฟิกเดียวกันมากเลย
ถ้าลองคิดว่าทำไมต้องแยกดูแลเว็บตูน มังงะญี่ปุ่น และเว็บโนเวล คำตอบก็จะออกมาเอง ผู้ใช้แม้จะชอบไม่เหมือนกัน แต่ก็มักมีส่วนที่ซ้อนกัน คนคนเดียวอาจดูเว็บตูนแล้วเปลี่ยนไปดูมังงะญี่ปุ่น แล้วก็ตามไปอ่านเว็บโนเวลต่อ ทำให้เวลาอยู่ในเว็บนานขึ้นและเห็นโฆษณามากขึ้น การแยกแนวเป็นแค่ภาพภายนอก แต่หัวใจคือโครงสร้างที่ทำให้ดึงทราฟฟิกไว้ได้นาน
พอเอาการเปลี่ยนโดเมน ประกาศทางเทเลแกรม และการแนะนำที่อยู่เลี่ยงการบล็อกมารวมกัน ถึงจะโดนบล็อกก็ยังเรียกผู้ใช้กลับมาได้ง่าย พอเข้าใจจุดนี้ ก็จะเชื่อมโยงได้ตามธรรมชาติว่าทำไมตอนนี้รัฐบาลจึงมองว่าแค่ขอให้ลบเป็นรายกรณีไม่พอ และเริ่มใช้ ระบบที่บล็อกการเข้าถึงได้เร็วขึ้น

การบล็อกแบบเดิมกับการบล็อกฉุกเฉินแบบใหม่ต่างกันยังไง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การบล็อกแบบเดิม | การบล็อกฉุกเฉินแบบใหม่ |
|---|---|---|
| ลำดับขั้นพื้นฐาน | บล็อกการเข้าถึงหลังการพิจารณาและลงมติ | ถ้าฉุกเฉินให้ บล็อกก่อน แล้วค่อยทำขั้นตอนต่อไป |
| หน่วยงานหลัก | เน้นขั้นตอนการพิจารณาเดิม | เพิ่มอำนาจคำสั่งฉุกเฉินของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว |
| ความเร็ว | โครงสร้างเดิมที่มีรายงานว่าใช้เวลา ประมาณ 3 สัปดาห์ตั้งแต่ตรวจพบจนถึงบล็อก | มีเป้าหมายให้บล็อกอย่างรวดเร็วทันทีหลังแจ้ง |
| ข้อจำกัดเดิม | ระหว่างที่รอ อาจย้ายไปโดเมนใหม่ได้ | แม้ความเร็วจะมากขึ้น แต่การควบคุมการบล็อกเกินความจำเป็นก็สำคัญมากขึ้น |
| เงื่อนไขการใช้ | เน้นขั้นตอนทั่วไป | ใช้เมื่อไม่มีวิธีอื่นและยอมรับได้ว่ามีความเร่งด่วน |

ทำไมเมื่อก่อนกว่าจะบล็อกได้ต้องใช้ 3 สัปดาห์ แล้วตอนนี้ถึงพยายามให้เร็วขึ้น
ถ้าแบ่งขั้นตอนออกเป็นลำดับ จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมความเร็วถึงสำคัญ
ขั้นเดิม 1: ค้นหาเว็บไซต์ที่ละเมิดและรวบรวมข้อมูล
ก่อนอื่นต้องตรวจสอบว่าเว็บไซต์ไหนเผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์อย่างผิดกฎหมายบ้าง ขั้นตอนนี้ไม่ได้จบแค่ใช้เวลาเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมข้อมูลไว้ใช้ในการพิจารณาต่อด้วย
ขั้นเดิม 2: รอการพิจารณาและการลงมติ
ปัญหาเริ่มจากตรงนี้เลย เพราะขั้นตอนทางปกครองเดินไปตามลำดับ เว็บไซต์ผิดกฎหมายก็เลยมีเวลาระหว่างนั้นในการเปลี่ยนที่อยู่หรือทำเส้นทางเลี่ยงใหม่ได้
ขั้นเดิม 3: ผู้ให้บริการสื่อสารนำการบล็อกไปใช้จริง
แม้มีการตัดสินแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอีกกว่าจะนำไปใช้ในหน้างานจริง สุดท้ายผู้ใช้หลายคนก็มักได้รับการแชร์ที่อยู่ใหม่ไปแล้วก่อนจะถูกบล็อก
ขั้นใหม่ 4: ถ้าฉุกเฉินจะเปลี่ยนเป็นบล็อกการเข้าถึงก่อน
ระบบที่แก้ไขใหม่เปลี่ยนลำดับตรงนี้ ในกรณีฉุกเฉิน จะบล็อกก่อนการตรวจสอบภายหลัง เพื่อพยายามลดความเร็วในการแพร่กระจาย ถ้าเข้าใจจุดนี้ ก็จะมองออกว่าจุดประสงค์จริงของการแก้กฎหมายครั้งนี้อยู่ที่ เสริมเกมความเร็ว มากกว่า เพิ่มการตรวจกรอง

การปิดเว็บไซต์กับความรับผิดทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกันเลย
| การแบ่งประเภท | การปิดเว็บไซต์ | ความรับผิดทางกฎหมาย |
|---|---|---|
| อะไรที่เปลี่ยนไป | ตอนนี้หยุดให้บริการแล้ว | ยังต้องพิจารณาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในอดีตและโครงสร้างรายได้ |
| จุดประสงค์หลัก | คือหยุดการเผยแพร่เพิ่มเติมต่อจากนี้ | คือพิจารณาว่าจะมีการชดใช้ค่าเสียหาย การลงโทษ และการเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยไม่ชอบหรือไม่ |
| สิ่งที่ดูในคดีแพ่ง | ผลโดยตรงค่อนข้างจำกัด | เช่น ค่าเสียหาย คำสั่งห้าม และการคำนวณจำนวนเงินเทียบเท่าค่าการใช้งาน เป็นต้น |
| สิ่งที่ดูในคดีอาญา | ข้อเท็จจริงที่หยุดดำเนินการแล้วอาจเป็นปัจจัยที่นำมาพิจารณาได้ | แต่เจตนาเพื่อทำผิด การแสวงหากำไร ความทำซ้ำ และขนาดของการละเมิด จะถูกพิจารณาแยกต่างหาก |
| ทำไมคดียังดำเนินต่อไป | มีผลเชิงสัญลักษณ์ในการทำให้เปิดเว็บไซต์อีกไม่ได้ | เพราะต้องคงความรับผิดไว้ จึงจะยับยั้งการกลับมาของรูปแบบเดียวกันได้ |

ถ้าผู้ดำเนินการเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่น การสืบสวนจะติดขัดตรงไหน
คดีที่ข้ามพรมแดน ฟังดูเหมือนว่า 'แค่ไปจับก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ' แต่ในความเป็นจริง ปัญหาไม่ได้เป็นก้อนเดียว มันถูกแยกออกเป็นหลายขั้นตอนค่ะ
ขั้นที่ 1: ถ้าหลักฐานอยู่นอกเกาหลี ก็เอามาได้ทันทีไม่ได้
ถ้าบันทึกเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลบัญชี และร่องรอยการชำระเงินอยู่ต่างประเทศ หน่วยงานสืบสวนของเกาหลีก็ยึดได้ทันทีไม่ได้ค่ะ ต้องขอตามขั้นตอนที่เรียกว่าความร่วมมือทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้ตรงตามกฎหมายของประเทศนั้น พูดง่าย ๆ คือ เอากุญแจบ้านเราไปเปิดประตูบ้านคนอื่นไม่ได้ค่ะ
ขั้นที่ 2: ต้องดูก่อนว่าประเทศคู่กรณีก็มองว่าเป็นอาชญากรรมแบบเดียวกันไหม
ในการร่วมมือระหว่างประเทศ หลักการเป็นความผิดทั้งสองฝ่าย สำคัญมากค่ะ นี่หมายถึงว่า 'การกระทำที่เป็นอาชญากรรมในประเทศเรา ต้องเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายของอีกประเทศด้วย' ถึงจะมีระบบรองรับ แต่ถ้าการตีความกฎหมายและขอบเขตต่างกัน ก็อาจใช้เวลานานขึ้นได้ค่ะ
ขั้นที่ 3: การควบคุมตัวบุคคลเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต่างจากการได้หลักฐาน
ถ้าผู้ดำเนินการอยู่ญี่ปุ่น และมีสัญชาติญี่ปุ่นด้วย การขอความร่วมมือในการสืบสวนกับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจะเดินแยกกันค่ะ การรับบันทึกข้อมูลกับการรับตัวคนมาจริง ๆ เป็นคนละประตูกันเลย
ขั้นที่ 4: เพราะงั้นทั้งคดีจะเปลี่ยนเป็น 'ปัญหาการทำให้ขั้นตอนของญี่ปุ่นยอมรับ'
พอมาถึงตรงนี้ ไม่ได้แปลว่าการสืบสวนหยุดนะคะ แต่หมายถึงว่าการสืบสวนของเกาหลีจะเข้าสู่ช่วงที่ต้องโน้มน้าวขั้นตอนยุติธรรมของต่างประเทศ ช่องทางการทูต และความร่วมมือจากแพลตฟอร์มไปพร้อมกัน ถ้าเข้าใจโครงสร้างนี้ ก็จะพอเห็นภาพว่าทำไมคดีนิวโทกีกินเวลามาหลายปี

ทำไมพอมีทั้งเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ สัญชาติต่างประเทศ และการพำนักอยู่ต่างประเทศพร้อมกันแล้ว ถึงยากขนาดนี้
| ปัจจัย | อะไรที่ทำให้ยาก | ทำไมถึงใช้เวลานานขึ้น |
|---|---|---|
| เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ | การเก็บบันทึกการใช้งาน การตรวจค้นและยึดของกลาง การตามหาโฮสติงจริง | เพราะต้องทำตามกฎหมายของประเทศที่เซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ และความร่วมมือของผู้ให้บริการ |
| สัญชาติต่างประเทศ | การส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการพิจารณาคุ้มครองพลเมืองของประเทศตัวเอง | เพราะประเทศคู่กรณีต้องตรวจสอบอีกครั้งตามกฎหมายของตัวเองและเกณฑ์ประโยชน์สาธารณะ |
| พำนักอยู่ต่างประเทศ | การจับกุม การเรียกตัวให้มาพบ การควบคุมตัวบุคคล | เพราะต้องใช้เวลาตั้งแต่การระบุตำแหน่งที่อยู่ไปจนถึงการส่งเอกสารตามขั้นตอน |
| มี 3 ปัจจัยพร้อมกัน | ต้องติดตามเส้นทางของหลักฐาน คน และเงิน แยกตามแต่ละประเทศ | เพราะถ้าช้าไปแม้แค่ขั้นตอนเดียว ทั้งคดีก็จะล่าช้าตามไปด้วย |

เพราะงั้นข่าวนี้ควรอ่านว่าเป็น 'การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบังคับใช้' มากกว่า 'การปิด' นะ
ถ้าดูมาถึงตรงนี้ การปิดนิวโทกกีใกล้เคียงกับการ ตรวจเช็กระหว่างทาง มากกว่าจะเป็นบทสรุปนะ ถ้าดูว่าทำไมเว็บผิดกฎหมายถึงโตได้ ก็เพราะมีความต้องการของผู้ใช้และเข้าถึงง่าย ถ้าดูว่าทำไมถึงอยู่ได้นาน ก็มีทั้งเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ การเปลี่ยนโดเมน และขั้นตอนที่ช้า แล้วถ้าดูว่าทำไมคดียังไม่จบ ก็ยังมีความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และความร่วมมือระหว่างประเทศเหลืออยู่
เพราะงั้นเวลาอ่านข่าวนี้ต่อจากนี้ ลองเปลี่ยนคำถามแบบนี้จะดีนะ อย่าดูแค่ว่า 'เว็บถูกปิดไหม?' แต่ควรดูด้วยว่า ระบบบล็อกฉุกเฉินแบบใหม่ช่วยให้การกลับมาอีกครั้งช้าลงจริงไหม ความร่วมมือระหว่างประเทศไปถึงการเอาผิดผู้ดูแลได้ไหม และ ตัวเลขประเมินความเสียหายถูกนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายอย่างไร ถ้าดู 3 อย่างนี้ไปพร้อมกัน ครั้งหน้าถ้ามีข่าวคล้ายกันออกมา คุณก็จะตัดสินได้เองว่าอะไรเปลี่ยนไปแล้ว และอะไรยังเหมือนเดิม
อย่าดูแค่ว่าปิดหรือไม่ปิด ให้ดูโอกาสกลับมาอีกและความเร็วในการบล็อกด้วย
การที่คดียังเดินหน้าต่อ อาจไม่ใช่สัญญาณว่า 'ยังไม่จบ' แต่เป็นสัญญาณว่าการตามหาความรับผิดเริ่มจริงจังแล้วก็ได้
ตัวเลขความเสียหายก้อนใหญ่ช่วยเป็นเหตุผลด้านนโยบายได้ แต่ก็ควรดูวิธีคำนวณไปด้วย
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณเอง
ช่วยรัก gltr life กันเยอะๆ นะ




