กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กระทรวงมหาสมุทรและประมง และองค์การการท่องเที่ยวเกาหลี จะจัดแคมเปญ 'เดือนแห่งการไปทะเล' ในเดือน 5 เป้าหมายคือฟื้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่ง และทำให้คนไปหาทะเลตั้งแต่ก่อนฤดูร้อน คำขวัญคือ 'ขุดคลื่นเท่าไรก็ไม่หมด' ในแคมเปญมีโปรแกรมอาหาร 1 คืน 2 วัน 'โต๊ะอาหารทะเลของเชฟ' รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีอีก 32 โปรแกรมในพื้นที่ชายฝั่งทั่วประเทศ เช่น โปรแกรมสัตว์เลี้ยงที่แทอัน ทัวร์เดินเกาะที่กุนซาน และคอนเสิร์ตริมทะเลที่อุลจิน มีความหมายที่อยากให้เห็นว่าทะเลไม่ใช่แค่ที่เล่นน้ำทะเล แต่เป็นที่กิน เดิน และพักผ่อน ยังมีสิทธิส่วนลดด้วย ที่พักในพื้นที่ชายฝั่งลดได้สูงสุด 3หมื่น วอน และถ้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปลดได้สูงสุด 5หมื่น วอน พร้อมมีส่วนลดสินค้าท่องเที่ยวทางทะเลด้วย รัฐบาลอยากเพิ่มการมาเยือนและการใช้จ่ายในท้องถิ่นด้วยวิธีนี้
원문 보기ทำไมรัฐบาลถึงสร้าง 'เดือนแห่งการไปทะเล' ขึ้นมาในเดือน 5 แบบกะทันหัน
ถ้าดูแค่ข่าวแรก ก็เหมือนแค่งานลดราคาท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิธรรมดาใช่ไหม แต่ถ้าลองดูให้ลึกอีกนิด อันนี้ใกล้เคียงกับ การทดลองเปลี่ยนการท่องเที่ยวทะเลที่กระจุกตัวอยู่แค่ฤดูร้อน ให้เป็นอุตสาหกรรมแบบตลอดทั้งปี มากกว่า ที่รัฐบาลเจาะจงเลือกเดือน 5 ก็เพราะอยากเปลี่ยน 'เดือนที่ก้ำกึ่ง' ก่อนช่วงพีกฤดูร้อน ให้กลายเป็นช่วงการใช้จ่ายใหม่
การท่องเที่ยวทะเลของเกาหลีเป็นแบบเน้นชายหาดและการหนีร้อนมานานแล้ว เพราะแบบนี้ ช่วงที่คนแห่กันไปจึงสั้น และร้านค้าในพื้นที่ชายฝั่งก็เกิดโครงสร้างที่ต้องพึ่งการค้าขายแค่ไม่กี่สัปดาห์ ถ้าดูข้อมูลของรัฐบาล ช่วงหลังนโยบายท่องเที่ยวทางทะเลให้ความสำคัญกับ คนอยู่ในพื้นที่นานแค่ไหน และใช้เงินไปเท่าไร มากกว่าจำนวนผู้มาเยือนอย่างเดียว เพราะเศรษฐกิจท้องถิ่นจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อการใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร เลเชอร์ และการเดินทางฟื้นไปพร้อมกัน
ตรงนี้ยังมีฉากหลังที่ใหญ่กว่านี้ด้วย พื้นที่ชายฝั่ง หมู่บ้านประมง และพื้นที่เกาะ กำลังเจอปัญหาจำนวนประชากรลดลงและฐานการใช้ชีวิตอ่อนแอลงอยู่เรื่อยๆ เพราะงั้นจึงพยายามใช้การท่องเที่ยวทะเลไม่ใช่แค่เป็น 'การไปดูวิวสวยๆ' แต่เป็น เครื่องมือนโยบายที่ช่วยเพิ่มประชากรแฝงและทำให้เงินหมุนในท้องถิ่น พูดง่ายๆ แคมเปญเดือน 5 นี้จึงใกล้กับใบสั่งยา (cheobangjeon) ของเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าโฆษณาท่องเที่ยว
ลดการกระจุกตัวในช่วงพีกฤดูร้อน และสร้างอุปสงค์ช่วงนอกฤดู
เพิ่มการใช้จ่ายด้านที่พัก·ร้านอาหาร·เลเชอร์ เพื่อให้รายได้ของพื้นที่ชายฝั่งมีได้ตลอดปี
เชื่อมกับนโยบายที่เพิ่มความมีชีวิตชีวาและประชากรแฝงของหมู่บ้านประมง·พื้นที่เกาะ
สิ่งที่แคมเปญนี้เล็งไว้ มี 4 อย่างที่มากกว่าส่วนลด
| แกน | จะทำอะไร | ทำไมสำคัญ |
|---|---|---|
| กระจายอุปสงค์ | ชวนให้ไปทะเลในเดือน 5 ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูร้อน | ลดความแออัดช่วงพีก และสร้างรายได้ช่วงนอกฤดู |
| เศรษฐกิจชายฝั่ง | มัดการใช้จ่ายด้านที่พัก·อาหาร·เลเชอร์เข้าด้วยกัน เพื่อขยายการใช้จ่ายในท้องถิ่น | การใช้จ่ายแบบพักค้างจะอยู่กับท้องถิ่นได้นานกว่าการหนีร้อนสั้นๆ |
| รับมือการหายไปของท้องถิ่น | ขยายประชากรแฝงและแรงจูงใจในการมาเยือนของหมู่บ้านประมง·พื้นที่เกาะ | การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องยนต์เสริมของงานและความมีชีวิตชีวาในท้องถิ่น |
| เปลี่ยนแบรนด์ | นิยามทะเลใหม่จากชายหาดหน้าร้อน ให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ได้ทั้ง 4 ฤดู | ต่อไปต้องสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น 'ทะเลที่ไปได้ทุกเมื่อ' |
ทะเลของเกาหลีเปลี่ยนจาก 'ชายหาดหน้าร้อน' เป็น 'จุดหมายเที่ยวได้ทั้ง 4 ฤดู' ได้อย่างไร
แคมเปญเดือน 5 ตอนนี้ไม่ได้โผล่มาแบบกะทันหันนะ มันอยู่บนกระแสยาวๆ ที่วิธีมองทะเลของคนเกาหลีค่อยๆ เปลี่ยนมาเรื่อยๆ
ขั้นที่ 1: ยุคสมัยใหม่ ทะเลกลายเป็นพื้นที่พักผ่อน
ในช่วงทศวรรษ 1910~1930 วัฒนธรรมการเล่นน้ำทะเลเริ่มตั้งหลักแล้ว เดิมทีทะเลเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตและทำประมง แต่ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสถานที่พักร้อนและพักผ่อนแบบสมัยใหม่
ขั้นที่ 2: ยุคอุตสาหกรรม สูตร 'ทะเล=วันหยุดหน้าร้อน' เริ่มแน่นขึ้น
ในช่วงทศวรรษ 1960~1980 รายได้เพิ่มขึ้นและการเดินทางสะดวกขึ้น ทำให้ชายหาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของวันหยุดหน้าร้อนแบบครอบครัว ช่วงนี้ชายหาดดังอย่างแฮอุนแดสร้างภาพมาตรฐานระดับประเทศ และในความคิดของคนเกาหลี ทะเลก็ฝังแน่นว่าเป็น 'ที่ที่ไปในหน้าร้อน'
ขั้นที่ 3: ปลายทศวรรษ 1990 นโยบายท่องเที่ยวเริ่มพูดถึงความหลากหลาย
เมื่อเวลาว่างมากขึ้นและความชอบหลากหลายขึ้น เอกสารนโยบายก็เริ่มไม่มองการท่องเที่ยวแค่การเล่นน้ำทะเลอีกแล้ว ตอนนั้นแนวคิดที่จะขยายเป็นการท่องเที่ยวแบบพักค้าง โดยเพิ่มวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์เข้าไป เริ่มชัดเจนมากขึ้น
ขั้นที่ 4: ช่วงทศวรรษ 2000~2010 เพิ่มเหตุผลนอกเหนือจากการเล่นน้ำ
องค์ประกอบอย่างเทศกาลโคลน กีฬาทางทะเล เคเบิลคาร์ ทางเดินเล่น วิวยามค่ำคืน และถนนคาเฟ่ เริ่มถูกเพิ่มรอบชายหาด ทะเลเลยขยายบทบาทจาก 'สถานที่ว่ายน้ำ' เป็น 'สถานที่เที่ยว ดู ถ่ายรูป และเดินเล่น'
ขั้นที่ 5: ทศวรรษ 2020 ออกแบบใหม่ให้เป็นแบรนด์ 4 ฤดู
ตอนนี้หน่วยงานท้องถิ่นพยายามรวมการท่องเที่ยวยามค่ำคืน เวลเนส อาหารอร่อย การพาสัตว์เลี้ยงไปด้วย และมีเดียอาร์ต เพื่อทำให้ชายหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ตลอดปี ถ้ามองแบบง่ายๆ 'เดือนพฤษภาคม เดือนแห่งการไปทะเล' ก็คือตัวอย่างที่สรุปกระแสนี้ให้เป็นแคมเปญระดับประเทศ
เที่ยวทะเลเมื่อก่อนกับตอนนี้ ต่างกันอะไรบ้าง
| หัวข้อ | โมเดลเมื่อก่อน | โมเดลตอนนี้ |
|---|---|---|
| คอนเทนต์หลัก | เล่นน้ำทะเล หนีร้อน ชมชายหาด | อาหารอร่อย เดินเล่น สัตว์เลี้ยง คอนเสิร์ต โปรแกรมกลางคืน |
| ช่วงเวลาการดำเนินงาน | เน้นฤดูท่องเที่ยวหน้าร้อน | ขยายไปถึงฤดูใบไม้ผลิ·ฤดูใบไม้ร่วง·ช่วงกลางคืน |
| รูปแบบการใช้จ่าย | ไปเช้าเย็นกลับ หรือพักสั้นๆ | พักค้าง 2 คืนขึ้นไปและใช้จ่ายเชื่อมกับพื้นที่ท้องถิ่น |
| เป้าหมายนโยบาย | ดึงคนจำนวนมากมาที่ชายหาด | ทำให้อยู่นานและใช้เงินในพื้นที่ |
| ภาพลักษณ์ของทะเล | ชายหาดที่นึกถึงแค่หน้าร้อน | แหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่มาได้ทุกเวลา |
ทำไมตอนนี้เชฟกับอาหารอร่อยถึงมาก่อนการเล่นน้ำทะเล
จริงๆ แล้วสิ่งที่สะดุดตาที่สุดในบทความนี้ ไม่ใช่ส่วนลดที่พัก แต่เป็นคำอย่าง 'โต๊ะอาหารทะเลของเชฟ' มากกว่า เป็นแคมเปญทะเลแท้ๆ แต่กลับพูดถึงอาหารก่อนการว่ายน้ำ ก็ดูแปลกนิดหน่อยใช่ไหม แต่ทุกวันนี้นโยบายท่องเที่ยวมองว่า มากกว่ารูปสถานที่ดัง 1 ใบ สิ่งที่เป็นสินค้าที่แรงกว่าคือ ได้กินอะไร และได้สัมผัสเรื่องราวแบบไหนในพื้นที่นั้น
เหตุผลง่ายมาก อาหารช่วยเพิ่มเวลาที่คนอยู่ในพื้นที่ และกระจายการใช้จ่ายไปหลายธุรกิจ การเล่นน้ำทะเลได้รับผลจากอากาศและฤดูกาลมาก แต่เรื่องอาหารทำได้ทั้งฤดูใบไม้ผลิและวันที่ฝนตก เพราะงั้นในมุมของพื้นที่ท้องถิ่น นี่คือทรัพยากรท่องเที่ยวที่มั่นคงกว่ามาก สำหรับชาวต่างชาติ แรงจูงใจมาเที่ยวเกาหลีแบบ 'ตามหาอาหาร' ก็ทำงานแรงมาก จึงถูกใช้กับการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นบ่อยๆ
สรุปแล้ว การที่เชฟกับอาหารอร่อยออกมาก่อน หมายความว่าเกณฑ์ประเมินของนโยบายท่องเที่ยวได้ย้ายจาก มากันเยอะแค่ไหน ไปเป็น อยู่นานแค่ไหนและใช้จ่ายลึกแค่ไหน วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่มีทะเลเป็นฉากหลัง ก็คือสินค้าที่แสดงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีที่สุด
ได้รับผลจากฤดูกาลและสภาพอากาศค่อนข้างน้อยกว่า
รวมการใช้จ่ายเรื่องที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมไว้ด้วยกันได้ง่าย
สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ หรือก็คือ 'เหตุผลที่ต้องกินที่นี่เท่านั้น' ได้
ช่วงนี้การเที่ยวทะเลถูกแยกย่อยตามความชอบมากแค่ไหน
แค่ดูข้อมูลการท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยง ก็พอเห็นได้ว่าตลาดท่องเที่ยวเกาหลีแบ่งย่อยละเอียดแค่ไหน
เป็นทะเลเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่ขายต่างกันตามพื้นที่
| พื้นที่ | ประสบการณ์ที่เน้น | ผลที่ต้องการ |
|---|---|---|
| วานโด | เดินเกาะ, เยียวยา, คอนเสิร์ต | เพิ่มเวลาพักและการใช้จ่ายตามอารมณ์ความรู้สึก |
| ชายฝั่งคังวอน | กิจกรรมทะเล, เชื่อมต่อรถไฟ, โปรแกรมสัตว์เลี้ยง | ดึงผู้มาเยือนตามความชอบและสร้างความต่าง |
| กุนซาน | ท่องเที่ยวเดินเท้าบนเกาะ, เดินเขาทางทะเล | สร้างความต้องการท่องเที่ยวแบบมีจุดหมาย |
| ชีฮึง | โปรแกรมไร้อุปสรรค·เชิงนิเวศ | ขยายกลุ่มเป้าหมายและปรับปรุงการเข้าถึง |
ส่วนลดที่พักทำให้คนออกเดินทางจริงไหม
ส่วนลดมีผลแน่นอน แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่พลังของคูปองที่พักอย่างเดียว ต้องมองว่าเป็นผลงานรวมของแคมเปญที่รวมการเดินทาง·ประสบการณ์·งานกิจกรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกัน
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้คนขยับคือราคา หรือคอนเทนต์
| ประเภท | ส่วนลดราคา | คอนเทนต์ |
|---|---|---|
| ช่วงที่แรง | ดึงให้คนที่เลื่อนการจองอยู่ตัดสินใจจ่ายเร็วขึ้น | ทำให้ตัดสินใจได้เลยว่าจะไปที่ไหน |
| สิ่งที่ทำได้ดี | เสริมความต้องการช่วงนอกฤดู, ชวนให้มาเยือนครั้งแรก | เพิ่มเวลาพัก, การมาเยือนแบบมีจุดหมาย, สร้างเหตุผลให้กลับมาอีก |
| ข้อจำกัด | หลังจบงาน ผลอาจอ่อนลงได้ | ถ้าการดำเนินงานและคุณภาพไม่น่าดึงดูด การบอกต่อก็จะอ่อน |
| การออกแบบนโยบาย | ลดกำแพงการเริ่มต้นด้วยคูปอง·บัตรส่วนลด | สร้างความพึงพอใจด้วยเทศกาล·อาหารอร่อย·โปรแกรมกลางคืน |
เพราะงั้น สิ่งที่นโยบายนี้อยากเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่ 'ช่วงเวลาเที่ยว'
ถ้ามองภายนอก นโยบายนี้เหมือนบอกว่า 'เดือน 5 ก็ไปทะเลกันนะ' แต่ความหมายจริงใหญ่กว่านั้น คือ เปลี่ยนแบรนด์ทะเลของเกาหลีจากชายหาดหน้าร้อนช่วงสั้นๆ ให้เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตและพื้นที่ประสบการณ์ได้ตลอดปี เพราะมีความเห็นอยู่ข้างในว่า ถ้ายังยึดภาพจำแบบเน้นชายหาดเล่นน้ำอย่างเดียว ทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่นและความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวก็ทนได้ไม่นานแล้ว
เพราะอย่างนั้นจึงมีเชฟออกมา มีรายการสัตว์เลี้ยงออกมา และมีการเดินเกาะกับคอนเสิร์ตเพิ่มเข้ามาด้วย ไม่ใช่แค่มาดูทะเลเท่านั้น แต่เป็นการสะสม เหตุผลที่ทำให้คนมากิน เดิน พัก แล้วกลับมาอีกครั้งที่ทะเล ถ้าเข้าใจแบบง่าย ๆ ส่วนลดคือที่จับสำหรับเปิดประตู และคอนเทนต์คือห้องที่ทำให้คนอยากเดินเข้าไปข้างใน
ถ้ามองบทความนี้ผ่านสายตาของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ทะเลของเกาหลีตอนนี้ไม่ใช่แค่ฉากหลังในรูปวันหยุดฤดูร้อนอีกแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่ที่มองเห็นทั้งวัฒนธรรมอาหารของท้องถิ่น วิธีใช้ชีวิต และการทดลองนโยบายพร้อมกัน เพราะฉะนั้นคำถามสำคัญของแคมเปญนี้ไม่ใช่ 'เดือน 5 ไปทะเลกันไหม' แต่ใกล้เคียงกับคำถามว่า เกาหลีกำลังสร้างภาพลักษณ์ของประเทศผ่านทะเลขึ้นมาใหม่แบบไหน มากกว่า
ส่วนลดทำให้คนอยากขยับตัว และคอนเทนต์ทำให้คนกลับมาอีก
'เดือนแห่งการไปทะเลในเดือน 5' ไม่ใช่ฤดูของทะเล แต่เป็นนโยบายที่เปลี่ยนแบรนด์ของทะเล
เราจะบอกวิธีใช้ชีวิตในเกาหลีให้คุณ
โปรดมอบความรักให้ gltr life มาก ๆ




